นโยบายรักษาความปลอดภัย เรื่องสำคัญที่นิติฯต้องจัดการ

นโยบายด้านรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ทุกนิติบุคคลอาคารชุดควรมี การจัดการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของการจัดการนิติบุคคลที่ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย สวัสดิภาพ ทรัพย์สิน ของเจ้าของร่วมและผู้พักอาศัยในอาคารชุดหรือหมู่บ้าน รวมถึงทรัพย์สินส่วนกลางของโครงการ การเกิดเหตุร้ายหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นนั้น ได้แก่ การทำร้ายร่างกาย การทะเลาะวิวาท การบุกรุก การโจรกรรมทรัพย์สิน ฯลฯ การดำเนินการในเรื่องนี้ นิติบุคคลมีหน้าที่ที่จะต้องจัดการให้มีมาตรการและขั้นตอนปฏิบัติที่มีความเหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ดำเนินการจัดหาผู้ปฏิบัติงานที่มีความสามารถ กำกับควบคุมนโยบายให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตั้งแต่ป้องกันไม่ให้ผู้มีโอกาสก่อเหตุเข้ามาในพื้นที่ สอดส่องดูแลพื้นที่ให้มิดชิด รัดกุม และระงับเหตุการณ์ได้เมื่อมีภัยเกิดขึ้น รวมถึงมีความชำนาญ มีทักษะเฉพาะด้าน สามารถให้ความรู้และสร้างความตื่นตัวในการปฏิบัติที่ดี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุให้แก่เจ้าของร่วมได้ การปฏิบัติหน้าที่ด้านความปลอดภัยของฝ่ายจัดการฯ โครงการ บุราสิริ รังสิต โดย Plus Property นโยบายด้านรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน 1. การควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่อาคารชุด จัดให้มีระเบียบวิธีการอย่างชัดเจน ทั้งขั้นตอนการตรวจบันทึก และการผ่าน-เข้าออกของยานพาหนะทุกคัน มีระบบการคัดแยกรถยนต์ของเจ้าของร่วมและรถจากภายนอก เช่น สติ๊กเกอร์ติดหน้ารถ การลงทะเบียนหมายเลขทะเบียนรถยนต์ 2. การควบคุมการผ่านเข้าด้านในอาคาร ในส่วนนี้เป็นการคัดกรองบุคคลสำหรับผู้ที่จะผ่านเข้ามาภายในพื้นที่พักอาศัย ซึ่งจะต้องมีขั้นตอนการตรวจบันทึกและแสดงตนสำหรับบุคคลภายนอก มีการบันทึกข้อมูลเวลาเข้าออก เช่น ผู้รับเหมา แม่บ้านรายวัน ช่างซ่อมภายนอก หรือแม้แต่กระทั่งผู้ติดตามเจ้าของร่วม 3. การรักษาการณ์และตรวจตราสอดส่อง เป็นการจัดให้มีการตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เช่น จัดให้มีจุดตรวจประจำการ ในบริเวณที่อาจเกิดความเสี่ยงขึ้นได้ โดยฝ่ายจัดการฯ ต้องมีระบบกำกับและควบคุมการทำงานที่ดี 4.การจัดการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ดี เป็นการวางนโยบายการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบ หน้าที่ปฏิบัติที่มีหลากหลายรูปแบบตามลักษณะงาน และพื้นที่ และนำไปปฏิบัติใช้ด้วยชุดมาตรการปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานในทุกครั้ง อีกทั้งมีการนำเอาเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัย เข้ามาร่วมผสมผสานกับการปฏิบัติงาน เพื่อให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ชุดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Guard Scan) ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราความเรียบร้อย ตามเวลาและจุดตรวจที่กำหนด แล้วรายงานความเรียบร้อย หลังจากนั้นระบบจะมีการประมวลผล เพื่อให้ฝ่ายจัดการฯ ตรวจสอบรายงานการเดินตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแต่ละคนได้ Plus Property ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ นโยบายเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ นอกจากการเข้มงวดกวดขันกับระบบการจัดการรักษาความปลอดภัยกับบริษัทคู่สัญญาแล้ว เรายังร่วมกับ แสนสิริ จัดตั้ง “LIV-24” ศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เต็มรูปแบบแห่งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ซึ่งศูนย์ควบคุมตัวนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ลูกบ้านเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสังเกตการณ์ได้ 24 ชั่วโมง ตลอด 7 วัน ไม่มีพัก เข้ามาช่วยเสริมกำลังการดูแลความปลอดภัยให้เข้มข้นมากขึ้นในทุกมิติการอยู่อาศัย LIV-24 ศูนย์ควบคุมจากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ชวนคุณมาทำความรู้จักกับ LIV-24 LIV-24 บริการดูแลความปลอดภัย เพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิต ตลอด 24 ชม. หมายเหตุ: LIV-24 บริหารงานและให้บริการ โดย “บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด” แต่เพียงผู้เดียว สำหรับโครงการของแสนสิริ/บริษัทในเครือที่จัดให้มี LIV-24 – ฟรีค่าบริการ 2 ปี…
ใช้บัตรทางด่วน Easy Pass หรือ M-Pass สมัครแบบไหนดี

บัตรทางด่วน Easy Pass กับ M-Pass แตกต่างกันอย่างไร ใช้บัตรใบไหนดี ปัจจุบัน ผู้ใช้บัตรทางด่วน Easy Pass มีจำนวนกว่า 1 ล้านราย เมื่อใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี และสายกาญจนาภิเษกตะวันออก สามารถเข้าช่อง M – PASS เฉพาะรถ 4 ล้อ ได้ทันที ส่วนผู้ใช้บัตรทางด่วน M-Pass ที่มีจำนวนราว 1 แสนราย เมื่อใช้ทางพิเศษของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทุกเส้นทาง สามารถเข้าช่องอัตโนมัติ EASY PASS เฉพาะรถ 4 ล้อได้ทันทีเช่นกัน ทำให้การใช้งานร่วมบัตร 2 ระบบเข้าด้วยกัน คาดว่า จะทำให้มีผู้ใช้งานบัตรอัตโนมัติมากขึ้น และจะทำให้การจราจรบริเวณหน้าด่านเก็บค่าผ่านทาง มีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น บัตรทางด่วน Easy Pass และ M-Pass ราคาเท่ากัน หาซื้อไม่เหมือนกัน บัตรทั้งสองแบบมีลักษณะเหมือนกัน ประกอบด้วย TAG สำหรับติดหน้ากระจกเพื่อใช้ในการผ่านทาง และ บัตรพลาสติกแข็ง ใช้สำหรับเติมเงิน แตกต่างกันตรงที่ บัตร M-Pass จะมีบัตรเงินสด KTB E-Money ของธนาคารกรุงไทย สามารถเติมเงินลงในบัตร E-Money ซึ่งเป็นกระเป๋าเงินแยกต่างหาก เพื่อใช้รูดซื้อสินค้าและบริการที่มีเครื่องหมาย VISA ได้ทั่วประเทศ แม้ในขณะนี้จะสามารถซื้อบัตรทางด่วน Easy Pass และบัตร M-Pass ในราคาเท่ากัน คือ ฟรีเมื่อเติมเงินสำรองค่าผ่านทางล่วงหน้าขั้นต่ำ 1,000 บาท แต่ก็ต้องเลือกซื้อบัตรทางด่วน และเลือกใช้ รวมทั้งเลือกเติมเงินอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ดี ซื้อบัตร Easy Pass ได้ที่ไหน ปัจจุบันผู้ใช้รถสามารถเป็นเจ้าของบัตรทางด่วนทั้งสองแบบได้ฟรี โดยบัตร Easy Pass ยกเลิกค่าประกันความเสียหายตั้งแต่ปี 2555 ที่ผ่านมา แต่ต้องเปิดบัญชีและเติมเงินขั้นต่ำ 1,000 บาทขึ้นไปโดยสามารถเปิดซื้อบัตรทางด่วน Easy Pass ได้ที่ อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษเฉลิมมหานคร ฉลองรัช บูรพาวิถี ได้ทุกด่าน ทางพิเศษกาญจนาภิเษก และทางพิเศษศรีรัชบางด่าน สำนักงานใหญ่ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ถนนพหลโยธิน จุดพักรถ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บางนา (ขาออก) ศูนย์บริการลูกค้า บริษัท…
จุดเริ่มต้น พระโขนง-อ่อนนุช สู่ยุคที่เป็นมากกว่าการอยู่อาศัย

ตอนที่ 1 : พระโขนง-อ่อนนุช ในวันวาน พระโขนง – อ่อนนุช เป็นอีกหนึ่งทำเลที่ดึงดูดความสนใจของนักลงทุนเช่นกัน กับราคาขายต่อของคอนโดในย่านนี้ที่ขยับสูงขึ้นไปมากกว่า 50% รวมถึงผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่ได้รับอยู่ที่ประมาณ 5-7% กับอัตราการอยู่อาศัยที่สูงถึง 77% และการเกิดขึ้นของคอมมูนิตี้มอลล์ แหล่งบันเทิงต่างๆ ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ครบครัน ทำให้พระโขนง-อ่อนนุชในวันนี้ มีอะไรที่เป็นมากกว่าทำเลสำหรับการอยู่อาศัยไปแล้ว พระโขนง-อ่อนนุช มักถูกมองว่าเป็นทำเลครึ่งๆ กลางๆ จะบอกว่าเมืองเลยก็ไม่ใช่ จะนอกเมืองเลยก็ไม่ถูกเพราะเดินทางเข้าออกสะดวก และยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมคงอยู่ อีกทั้งยังเคยเป็นชุมชนที่มีความเจริญมากในช่วงหนึ่ง แต่หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้การพัฒนาในย่านนี้เกิดหยุดชะงักไป จนวันที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวทอดรางมาสิ้นสุดที่สถานีอ่อนนุช พระโขนงและอ่อนนุชก็ถูกหมายตาจากเหล่านักพัฒนาอสังหาฯ อีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับการขยายตัว และความหนาแน่นจากใจกลางเมืองที่ขยายออกมายังพื้นที่ใกล้เคียงอย่างอ่อนนุช ทำให้เหมือนเป็นจุดบรรจบของความเป็นเมือง เมืองใหม่ที่กำลังพัฒนา กับพื้นที่ของชานเมือง จวบจนวันที่รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปสิ้นสุดที่แบริ่ง ก็ทำให้ความก้ำกึ่งของย่านอ่อนนุช – พระโขนง หายไปจนกลายเป็นเมืองใหม่ขนาดย่อมๆ ที่มีองค์ประกอบสำหรับการอยู่อาศัย การเข้ามาของคอนโดที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดที่เกิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีรถไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง พระโขนง-อ่อนนุช ในวันวาน ช่วงก่อนมีรถไฟฟ้าช่วงนั้นย่านพระโขนงก็เริ่มมีความเจริญอยู่พอสมควร เพราะมีการสร้างหมู่บ้านจัดสรร ครั้งแรกๆ ของเมืองไทยในเครือเปรมฤทัย ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการพัฒนาในย่านนี้เป็นครั้งแรก ณ ตอนนั้นยังไม่มีถนนบางนา – ตราด หากใครจะไปบางแสน-พัทยา วิ่งเข้าสมุทรปราการ ต้องใช้ถนนสุขุมวิทเส้นเก่าอย่างเดียว ความเจริญจึงกระจุกตัวอยู่ที่เอกมัยเพราะมีท้องฟ้าจำลองมาเปิด และ บขส.สายตะวันออกเพื่อการเดินทาง ส่วนโรงเรียนก็มีโรงเรียนปทุมคงคามาตั้งใหม่ๆ แต่ขณะนั้นก็ยังมีโรงเรียนอีกหลายโรงเรียนในพื้นที่เช่น โรงเรียนวัดธาตุทอง โรงเรียนพระโขนงวิทยา โรงเรียนศรีวิกรณ์ ให้ชุมชนเลือกเรียน แต่ความเจริญก็ยังอยู่เฉพาะแนวถนนใหญ่ ไม่ลึกเข้าไปด้านในๆ มากนัก อีกทั้งซอยอ่อนนุชเมื่อก่อนการจราจรในซอยมีแต่ 2 แถวเล็กเพราะถนนพอสวนกันได้ ตลอดทั้งซอยมีแต่หนองน้ำ บ้านแต่ละหลังมีลักษณะยกสูงหนีน้ำทุกหลัง แถวนั้นเมื่อก่อนติดเขตทุ่งบางกะปิ เมื่อหลุดจากตัวพระโขนงไปจนถึงใกล้ตัวเมืองสมุทรปราการจะมีซอยที่มีคนอยู่อาศัยมากๆ เช่น สุขุมวิท 101 หรือแบริ่งในปัจจุบัน ใครจะเดินทางไปยังพื้นที่นั้นต่างพากันส่ายหัวว่าทำไมเดินทางไปมาลำบากจริงๆ รถเมล์ก็มีแต่สาย 45 กับ สาย 2 บนถนนเส้นหลัก และรถ บขส. เท่านั้น ภาพประกอบจาก Facebook ย้อนอดีต…วันวาน หลังจากที่รถไฟฟ้าเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 ใน 2 เส้นทาง หนึ่งในนั้นคือสายสุขุมวิท ระยะทาง 17 กม. ได้รับชื่อพระราชทานว่า “รถไฟฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา สาย 1” ซึ่งสิ้นสุดที่สถานีอ่อนนุช นับตั้งแต่รถไฟฟ้าเริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2542 นอกจากความสะดวกสบายของการเดินทางจากเมืองรอบนอกเพื่อเข้าสู่ย่านธุรกิจใจกลางเมืองแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 15…
5 คำถามเช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อคอนโดมือสอง

เป็นที่รู้กันว่าข้อดีของการเลือกซื้อคอนโดมือสองก็คือ “รวดเร็วทันใจ” เราสามารถวางเงิน ทำสัญญาพร้อมโอน ตกแต่งและเข้าอยู่ได้เลย ไม่ต้องนำเงินไปวางไว้เพื่อรอคอนโดสร้างเสร็จถึง 2-3 ปี ซึ่งเวลาเราเลือกดูตามเว็บไซต์หรืองานอีเวนต์ต่างๆ ที่รวบรวมหลายๆ โครงการไว้ด้วยกัน ถูกใจห้องไหนก็สามารถไปดูของจริง สัมผัส วัสดุจริงได้ หลายครั้งที่เรามักจะลืมถามคำถามหรือข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการตัดสินใจซื้อคอนโด ดังนั้นถ้าเรามีคำถามเช็คลิสต์เป็นของตัวเองเอาไว้ ก็จะช่วยให้เราไม่พลาดข้อมูลเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบหาตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเรา Checklist ที่ 1 ทำเลที่ตั้ง การเดินทางทั้งรถส่วนตัวและรถสาธารณะ สะดวกมากน้อยแค่ไหน เข้าออกได้กี่ทาง Checklist ที่ 2 โครงการเริ่มสร้างและสร้างเสร็จในปีไหน เพื่อทราบอายุของอาคาร Checklist ที่ 3 ปัจจุบันโครงการมีอัตราการอยู่อาศัยกี่เปอร์เซนต์ สัดส่วนคนไทยและคนต่างชาติเป็นอย่างไร สำหรับคนที่ซื้อคอนโดเพื่อลงทุนปล่อยเช่า หากมีอัตราการอยู่อาศัยสูง ก็มีโอกาสปล่อยเช่าได้ง่ายขึ้น หากชาวต่างชาติเยอะ ก็ปล่อยเช่าได้ราคาสูง Checklist ที่ 4 ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งในโครงการและบริเวณรอบๆ โครงการมีอะไรบ้าง Checklist ที่ 5 อัตราค่าส่วนกลางต่อตารางเมตร และอัตราการคิดค่าน้ำ ค่าไฟ เท่าไหร่ และสุดท้ายต้องไม่ลืมสอบถามโปรโมชั่น ส่วนลดราคา หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ทางโครงการมอบให้ด้วย เพื่อประโยชน์สูงสุดที่ผู้ซื้อจะได้ หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, Bangkok condo for rent, คอนโดพระราม 4, Property Management พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ รับฝากขายปล่อยเช่า พร้อมบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ด้วยทีมงานระดับคุณภาพ หากสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการคอนโดที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทำให้จังหวะชีวิตคุณสุดได้ไม่สะดุด สามารถโทรติดต่อขอคำปรึกษาได้ที่ 02 688 7555 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อค้นหายูนิตฝากขายได้เลยครับ
5 เทคโนโลยีการอยู่อาศัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

รู้จักเทคโนโลยีที่พักอาศัยในยุคของ IoT (Internet of Things) ที่อะไรๆ ก็พัฒนาขึ้นเพื่อมาตอบสนองความต้องการ สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้คน พลัสฯ รวมเทคโนโลยีสำหรับคอนโด และเทคโนโลยีสำหรับบ้านมาไว้ให้แล้วที่นี่ IoT คือ สัญญาณเครือข่ายที่เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยเซ็นเซอร์ โปรแกรม หรือเทคโนโลยีอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ระบบ ที่เชื่อมหากันติดต่อ แลกเปลี่ยน ถ่ายโอนข้อมูลกันได้ผ่านสัญญาณอินเทอร์เนต ในทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากแทรกซึมจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตไปแล้ว เมื่อทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เนต ข้อมูลต่างๆ อยู่บนออนไลน์ นำไปวิเคราะห์ให้ระบบได้เรียนรู้ จนสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน และนำมาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการได้สูงสุด เทคโนโลยีเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คือ เทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้การอยู่อาศัยในบ้าน คอนโด สะดวกสบายขึ้นโดยทำงานเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เนตภายในบ้าน หรือระบบไร้สาย เชื่อมต่อผ่าน Smart Phone เพื่อให้เราสามารถใช้งานได้อย่างอัตโนมัติ หรือช่วยเก็บสถิติการใช้งาน แจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ จนกระทั่งเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยเพื่อตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงใจ ปัจจุบันหลายๆ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็มีการนำเทคโนโลยีที่พักอาศัยเหล่านี้เข้ามาพัฒนาในคอนโด บ้าน ทาวน์โฮม เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบและการบริการให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนในยุคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้รวบรวมเทคโนโลยี และนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ได้ถูกคิดค้น พัฒนาและนำมาใช้กับโครงการต่างๆ ในคอนโด และบ้านเดี่ยว เรามาดูกันว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่เข้ามาช่วยตอบโจทย์ และทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นบ้าง 1. Home Automation เทคโนโลยี Home Automation นี้ คือ ระบบควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งหมดภายในบ้าน คอนโด เช่น ควบคุมระบบไฟ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิด กริ่งหน้าบ้าน เปิด-ปิดม่าน รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เนต และควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าเราจะอยู่ส่วนไหนของบ้าน หรือแม้จะไม่ได้อยู่ในบ้านก็ตาม 2. Smart Facility Smart Booking ระบบการจองพื้นที่ส่วนกลางผ่านสมาร์ทโฟนพร้อมระบบการเเจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาการจอง เทคโนโลยีนี้ได้นำมาใช้กับโครงการคอนโดมิเนียม และหมู่บ้านจัดสรรที่มีพื้นที่ส่วนกลางกับสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ เช่น ห้องประชุม ห้องเอนกประสงค์ อุปกรณ์ฟิตเนสเฉพาะอย่าง สระว่ายน้ำจากุซซี่ ฯลฯ ระบบนี้จะช่วยจัดการปริมาณการใช้งานได้โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน หรือมีผู้ใช้จำนวนมาก และจำกัดเวลาการใช้งาน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกันได้อย่างเท่าเทียมกัน Smart Locker ระบบนี้ในคอนโดมิเนียมหลายๆ แห่งก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นล็อกเกอร์ของตัวเอง หรือใช้บริการจากผู้พัฒนารายอื่น โดย Smart Locker นี้ สามารถรับพัสดุ สิ่งของได้ 24 ชั่วโมง พร้อมระบบแจ้งเตือน ควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟน Smart Mail Box ระบบเเจ้งเตือนการรับจดหมาย หรือเอกสารต่างๆ เเละสามารถใช้ QR CODE เพื่อปลดล็อกตู้จดหมายโดยไม่ต้องใช้กุญเเจ Smart Access ระบบการเข้า-ออกพื้นที่ผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งทางเข้าโครงการ ล็อบบี้…
เจาะลึก สุขุมวิท 39 ศูนย์กลางที่อยู่อาศัยของผู้บริหารชั้นนำ

ท่ามกลางความเจริญใจกลางตัวเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ ทำเลที่เรียกได้ว่าฮอตฮิตและถือเป็นเป้าหมายแรกในการเลือกที่อยู่อาศัยก็ต้องมีชื่อของ “สุขุมวิท 39” ติดโผอยู่อันดับต้นๆ ด้วยความที่ทำเลนี้เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางย่านธุรกิจ (Central Business District) ของประเทศ เพราะเป็นที่ตั้งของอาคารออฟฟิศจากบริษัทข้ามชาติมากมาย ยังไม่รวมถึงห้างสรรพสินค้าระดับบิ๊ก มีร้านค้าและร้านอาหารกระจุกตัวอยู่หนาแน่น ทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยที่มีชื่อเสียงมาเนิ่นนาน และในครั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดี ที่เราจะได้ออกเดินทางลงไปสำรวจพื้นที่ย่าน “สุขุมวิท 39” กันอย่างละเอียดว่า ทำเลแถบนี้เหมาะกับใคร เข้ากับไลฟ์สไตล์แบบไหน รวมถึงจะคุ้มค่าหรือไม่หากจะเริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในโซนนี้ จากทุ่งนาสู่ศูนย์กลางย่านที่อยู่อาศัยถูกใจชาว Expat ระดับผู้บริหาร แรกเริ่มเดิมทีพื้นที่แถบพร้อมพงษ์หรือ “สุขุมวิท 39” นี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากพื้นที่รกร้างของทุ่งบางกะปิ มาจนปัจจุบันก็ได้กลายเป็นแหล่งรวมที่พักอาศัยของนักธุรกิจชั้นนำและคนทำงานที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ ส่งผลให้พื้นที่แถบนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ของร้านขายของเก่า ร้านเฟอร์นิเจอร์ หรือคาเฟ่มากมายหลายรูปแบบที่ผสมผสานความเจริญและเสน่ห์ของย่านนี้ได้อย่างลงตัว ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ทำเลย่าน “สุขุมวิท 39” ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย (Expatriate หรือเรียกกันย่อๆ ว่า Expat) ที่มักจะเป็นระดับของผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการของบริษัทที่ถูกส่งมาทำงานหรือดูแลธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าบุคลากรเหล่านี้ถือเป็นผู้ที่มีระดับรายได้ค่อนข้างสูงรวมถึงได้รับสวัสดิการที่ดี แถมมักจะมีการเดินทางย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยกันทั้งครอบครัว ออกสำรวจไลฟ์สไตล์ ลงเดินเท้าเข้าไปใน “สุขุมวิท 39” สำหรับการเดินทางที่เรียกได้ว่าสะดวกรวดเร็วที่สุดก็คงไม่พ้นการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ ที่เชื่อมต่อไปยังแลนด์มาร์คต่างๆ บนเส้นสุขุมวิทได้อย่างรวดเร็ว โดยจากทางเชื่อม Skywalk ของ BTS เราจะสามารถเดินเท้าไปยังห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ชื่อดังที่ตั้งอยู่ทั้งสองฝากถนนอย่าง The Emporium และ The Emquartier ได้อย่างสบายๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองสถานที่นี้ก็ถือเป็นแหล่งรวมของร้านค้าแบรนด์แนม โรงภาพยนตร์สุดหรู รวมถึงร้านอาหารชื่อดังมากมายให้เลือก เมื่อออกจาก BTS พร้อมพงษ์ เดินลงบันไดมาฝั่งเดียวกับ The Emquartier เราก็จะพบกับซอยสุขุมวิท 39 ซึ่งสามารถเข้าได้จากปากซอยที่เป็นถนนหลัก หรือจะเดินเข้าไปในซอยสุขุมวิท 37 เพื่อทะลุเข้าไปก็สามารถทำได้เช่นกัน ในซอยสุขุมวิท 37 นี้จะมีร้านอาหารที่ขอแนะนำอยู่ร้านนึง นั่นก็คือร้านที่ชื่อว่า Unagi NAKAMURA ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ มีที่นั่งไม่กี่ที่สไตล์ญี่ปุ่น แต่มีเมนูเด็ดก็คือข้าวหน้าปลาไหลย่างที่มีรสชาติชุ่มฉ่ำจากซอสสูตรลับของทางร้านพร้อมเครื่องเคียงมากมายให้ทานกันได้แบบไม่มีเบื่อ แม้ว่าราคาของชุดอาหารเซ็ตข้าวหน้าปลาไหลจะแพงไปซักหน่อยแต่ก็คุ้มค่าที่จะมาลองทานดู เดินเข้ามาในซอยสุขุมวิท 39 อีกซักนิด เราก็จะพบ กับร้านกาแฟสดเล็กๆ ที่ชื่อว่า PO Coffee ที่เปิดให้มานั่งจิบกาแฟหอมๆ ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า สำหรับใครที่ต้องการหามื้อเช้าเบาๆ ทานก่อนจะเดินไปขึ้น BTS เพื่อไปทำงาน โซนหน้าปากซอยสุขุมวิท 39 นั้นมีร้าน Lawson 108 ให้เลือกซื้อเครื่องดื่มหรืออาหารเบาๆ อย่างโอเด้งแสนอร่อยทานกันได้ระหว่างทาง หรือใครที่อยากได้ทางเลือกเพิ่มเติม แถวหน้าปากซอยก็มีแผงรถเข็นขายอาหารและร้านเบอเกอรี่ให้เลือกอยู่มากพอสมควร จากปากซอยสุขุมวิท 39 เดินมาประมาณ 350 เมตร เราจะพบกับโครงการคอนโดมิเนียมที่มีเชื่อเรียกอันเป็นเอกลักษณ์ว่า THE XXXIX (อ่านว่า The…
ข้อควรรู้การมอบอำนาจโอนบ้าน คอนโดและที่ดิน พร้อมไฟล์หนังสือมอบอำนาจ ปี 2567

คนที่กำลังจะเตรียมซื้อบ้าน ซื้อคอนโด เรามาเตรียมความพร้อมก่อนมอบอำนาจโอนบ้านและที่ดินให้เจ้าของรายใหม่ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการโอนคอนโด บ้านและที่ดิน ได้ในบทความนี้ ด้วยชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง จึงทำให้ทุกอย่างต้องรวดเร็ว สะดวก กระชับฉับไวอยู่เสมอ แม้กระทั่งเรื่องสำคัญอย่างการโอนกรรมสิทธิ์บ้าน-โอนคอนโดและการมอบอำนาจโอนบ้าน ที่ทุกคนต่างเกิดคำถามและมีความคิดไม่อยากไปจัดการด้วยตนเองที่กรมที่ดินเพราะอาจต้องเสียเวลาเป็นวัน ไหนจะต้องเตรียมเตรียมหนังสือมอบอำนาจโอนบ้านและที่ดิน และเอกสารอีกมากมาย หลายคนจึงให้ทางตัวแทนโครงการจัดการแทน พร้อมมอบอำนาจที่ดินให้ทางโครงการที่ซื้อเป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งการให้โครงการทำการโอนบ้าน โอนคอนโด เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่เสียหายอะไรสามารถทำได้ สำหรับคนอยากมีอสังหาฯ มีข่าวดี! มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย ปี 2567ลดค่าจดทะเบียนโอนและค่าจดจำนองอสังหาฯ เหลือ 0.01% ลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาฯ จาก 2% เหลือ 0.01% ลดค่าจดทะเบียนจำนองอสังหาฯ จาก 1% เหลือ 0.01% เงื่อนไข : (เฉพาะที่จดทะเบียนโอนในคราวเดียวกัน) เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ดังนี้ อาคารที่อยู่อาศัย ประเภทบ้านเดี่ยว, บ้านแฝด, บ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว หรือห้องชุด (คอนโดมิเนียม) ที่จดทะเบียนอาคารชุด เฉพาะบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น แม้อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้น้อยมาก แต่ก็ควรศึกษารายละเอียดขั้นตอนการโอนคอนโด และการมอบอำนาจโอนบ้านให้ผู้อื่นดำเนินการโอนแทนอย่างละเอียดถี่ถ้วน พลัสฯ ได้รวบรวมมาให้แล้วว่าต้องระวังอะไรบ้าง ข้อควรรู้การมอบอำนาจโอนบ้าน คอนโดและที่ดิน พร้อมไฟล์หนังสือมอบอำนาจ ปี 2567 1. การโอนบ้าน-คอนโด ไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเองจริงหรือ? ก่อนอื่นต้องตอบข้อสงสัยดังกล่าวที่ว่าการโอนบ้าน-โอนคอนโดไม่ต้องไปด้วยตนเองเป็นเรื่องจริง สืบเนื่องจากในปัจจุบันมีหลายโครงการ เสนอให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดหรือบ้าน เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์หรือต้องมอบอำนาจโอนบ้านไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปกรมที่ดิน เพื่อดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเองให้ยุ่งยาก ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากทางโครงการและธนาคารเป็นผู้เดินเรื่องการโอนบ้านให้ครบทุกขั้นตอน โดยผู้ซื้อหรือเจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องไปด้วยตนเอง แต่ต้องทำหนังสือมอบอำนาจโอนบ้านและที่ดินให้เป็นกิจจะลักษณะ พร้อมแจกแจงรายละเอียดว่าหนังสือฉบับดังกล่าวทำขึ้นเพื่ออะไร และมอบอำนาจโอนบ้านที่ดินนี้มอบหมายให้ผู้ใดเป็นคนดำเนินการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการมอบอำนาจให้ตัวแทนจากโครงการ หรือผู้อื่นเป็นผู้ดำเนินการโอนบ้าน-คอนโดแทน ทั้งนี้หากเกิดปัญหาหรือสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ใบมอบอำนาจนี้สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ ดาวน์โหลดหนังสือมอบอำนาจได้ที่นี่ 2. เอกสารที่ต้องเตรียม เมื่อต้องมอบอำนาจให้ผู้อื่นทำการ โอนบ้าน-คอนโดแทน สำหรับเอกสารที่ต้องเตรียมในวันนัดโอนของโครงการ นอกจากจะมีใบหนังสือมอบอำนาจโอนบ้านและที่ดินเพิ่มเข้ามาแล้ว ยังมีเอกสารอื่นๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ โฉนดที่ดินฉบับจริง (ทางโครงการเป็นผู้นำไป) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ ในกรณีเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล ให้แนบเอกสารหลักฐานการเปลี่ยนมาด้วย หากมีคู่สมรส ให้แนบสำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส สำเนาทะเบียนบ้านคู่สมรส สำเนาใบจดทะเบียนสมรส และหนังสือยินยอมจากคู่สมรส ถ้าเป็นการมอบอำนาจ ให้แนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจ และสำเนาทะเบียนบ้านผู้รับมอบอำนาจ 3. ค่าธรรมเนียมในการโอนบ้าน-คอนโด ค่าธรรมเนียมการมอบอำนาจโอนบ้าน-คอนโด 2% จากราคาประเมิน ค่าอากร คิด0.5% ของราคาซื้อขายแต่ต้องไม่ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมาดา (หัก ณ ที่จ่าย) ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ค่าคำขอ 20 บาท ค่าพยาน 20 บาท หากบ้านหรือที่ดิน…
ลูกบ้านไม่จ่ายค่าส่วนกลางหมู่บ้าน คอนโด ต้องเจออะไรบ้าง?

เมื่อตกลงใจซื้อคอนโดมิเนียมหรือหมู่บ้านจัดสรรที่มีนิติบุคคลบริหารจัดการส่วนกลางแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าสิ่งที่เราต้องยอมรับกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมานั่นก็คือ ‘ค่าส่วนกลาง’ ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ซื้อหรือผู้ที่เป็นเจ้าของคอนโด หมู่บ้านทุกราย และในทุกๆ ปีจะต้องมีการจัดเก็บ ‘ค่าส่วนกลาง’ นี้เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางให้ดูใหม่และน่าใช้งานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งในปัจจุบันการเรียกเก็บการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถเรียกเก็บได้ครบ 100% บ่อยครั้งที่ทางนิติบุคคลทั้งอาคารชุดฯ คอนโด และหมู่บ้าน มักได้รับข้ออ้างในการปฏิเสธ หรือผัดผ่อนในการชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง รวมถึงไม่ยอมชำระค่าเบี้ยปรับ (เงินเพิ่ม) ในกรณีชำระค่าส่วนกลางคอนโดและหมู่บ้านล่าช้า โดยอ้างถึงสาเหตุต่างๆ นานา เช่น เหตุผล 108 ของคนที่ไม่ยอมจ่ายค่าส่วนกลาง “ไม่ได้เข้ามาอยู่อาศัยเลยเพราะเป็นนักลงทุน ซื้อเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ในมืออยู่หลายโครงการ” “ไม่เคยมาใช้บริการส่วนกลางใดๆ เลย แล้วทำไมต้องจ่ายค่าส่วนกลางด้วย” “ไม่รู้มาก่อนว่ามีการเรียกเก็บค่าส่วนกลางภายในวัน/เวลาที่กำหนด เพราะไม่ได้รับใบแจ้งหนี้” “ไม่พอใจในการให้บริการของเจ้าหน้าที่ เช่น รปภ. แม่บ้าน ฯลฯ” เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จึงเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้มีผู้อยู่อาศัยบางส่วนที่มีความคิดในลักษณะนี้ค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง แล้วอาจเกิดคำถามไปยังผู้ที่ชำระค่าส่วนกลางอยู่เป็นประจำมีความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจนอาจจะมีความคิดอยู่ในใจว่า แล้วถ้าเราไม่จ่ายบ้างล่ะ จะเป็นอะไรไหม? แน่นอนว่าคอนโดมิเนียมหรือหมู่บ้านใดที่มีสัดส่วนผู้ที่ชำระค่าส่วนกลางน้อยย่อมส่งผลให้เกิดผลกระทบกับค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการแน่นอน เพราะโครงการที่ไม่ได้รับการดูแลที่ดีนั้นจะส่งผลเสียในระยะยาว ได้แก่ อาคารมีสภาพเก่า เครื่องจักร งานระบบต่างๆ ทรุดโทรม เพราะขาดการดูแลและการบำรุงรักษาให้อยู่ในมาตรฐาน มูลค่า ภาพลักษณ์ ของโครงการ ลดต่ำลง เพราะไม่ได้รับการดูแล ไม่เป็นที่ต้องการของผู้เช่า ผู้อยู่อาศัย เพราะไม่ประทับใจตั้งแต่แรกเห็นกับพื้นที่ส่วนกลางที่มีความสวยงามแต่ขาดการดูแลและรักษาความสะอาดที่ดี ขาดความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจเพราะระบบรักษาความปลอดภัยหละหลวม สภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่อาศัย ไม่มีความเป็นสังคมและการทำกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้การปฏิเสธการชำระค่าส่วนกลางนั้นยังมีบทลงโทษที่เป็นไปตามข้อบังคับนิติบุคคล และมีผลทางกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้เพราะ เมื่อเกิดการซื้อหรือรับโอนห้องชุด/บ้าน เข้ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองแล้ว ก็ถือว่าบุคคลนั้นเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วม ซึ่งมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับที่นิติบุคคลฯ ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายกับสำนักงานที่ดิน เป็นกฎกติกาเบื้องต้นที่เจ้าของร่วมต้องรับทราบ โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ โดยมีกฎเกณฑ์ ดังนี้ บทลงโทษการค้างชำระค่าส่วนกลางหมู่บ้านในกรณีหมู่บ้านจัดสรร เลยกำหนดชำระในวันที่กำหนด จะต้องเสียค่าเบี้ยปรับการชำระค่าส่วนกลางล่าช้าตั้งแต่ 10-15% ของยอดที่ต้องชำระพร้อมดอกเบี้ย ทั้งนี้เบี้ยปรับจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของนิติบุคคลในแต่ละโครงการ ไม่จ่ายค่าส่วนกลางหรือค้างชำระค่าส่วนกลาง 3 เดือนขึ้นไป อาจถูกระงับการให้บริการหรือการใช้สิทธิในสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น การถอดสิทธิ์ใช้คีย์การ์ดเข้าออกหมู่บ้าน สิทธิในการไม่บริการเก็บขยะ สิทธิในการเข้าใช้พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องสมุด ห้องประชุม ฯลฯ ไม่จ่ายค่าส่วนกลางหรือค้างชำระค่าส่วนกลาง 6 เดือน นิติบุคคลมีอํานาจระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ซื้อขายใดๆ ได้ ไม่จ่ายค่าส่วนกลางหรือค้างชำระค่าส่วนกลางเกิน 6 เดือน มีสิทธิ์ถูกส่งยื่นฟ้องศาลได้ (ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ) บทลงโทษการค้างชำระไม่จ่ายค่าส่วนกลางในกรณีอาคารชุดคอนโดมิเนียม หากเลยกำหนดชำระที่กำหนด หากไม่จ่ายค่าส่วนกลางชำระภายในวันและเวลาที่แจ้งไปภายในระยะเวลา 6 เดือนจะต้องเสียค่าปรับในอัตราไม่เกิน 12% ทันที และหากมียอดค้างชำระเกิน 6 เดือนขึ้นไป จะต้องเสียค่าปรับในอัตราไม่เกิน 20% ของยอดที่ต้องชำระพร้อมดอกเบี้ย โดยการเรียกเก็บค่าส่วนกลางจะขึ้นอยู่กับรอบการชำระของแต่ละโครงการ ซึ่งจะมีรอบเก็บ 3 เดือน / 6 เดือน / 1 ปี…
5 วิธีคิดราคาปล่อยเช่าบ้าน คอนโด ให้ได้กำไรชัวร์

การลงทุนอสังหาฯ ในระยะยาว นอกจากจะเลือกลงทุนแบบได้กำไรจากการขายต่อ (Capital Gain)แล้ว การปล่อยบ้านให้เช่าหรือนำห้องไปปล่อยเช่าก็สามารถสร้างรายได้ให้เข้ามาในแต่ละเดือน ช่วยเราแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระธนาคาร หรือนำเงินค่าเช่ามาช่วยจ่ายค่าดอกเบี้ยได้อีกทางหนึ่งด้วย แต่ในการคิดราคาค่าเช่าบ้าน-อาคารให้เหมาะสมกับราคาตลาด ตรงใจทั้งผู้เช่าและผู้ปล่อยเช่านั้น บางคนอาจจะกำลังสงสัยว่าเราควรจะตั้งราคาเท่าไหร่ดี ที่ไม่ให้สูงเกินไปจนไม่มีใครสนใจติดต่อขอเข้าชมห้อง หรือต่ำเกินไปจนเราขาดทุน พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้รวบรวม 5 วิธีคิดราคาปล่อยบ้านเช่าแบบให้ได้กำไรชัวร์ๆ ไว้ในบทความนี้แล้วครับ 1. ตั้งราคาแบบอิงจากมูลค่าโครงการ ระดับความยากง่ายในการคำนวณ: ง่าย ระดับความแม่นยำ: 2/5 การปล่อยบ้านให้เช่าควรคิดค่าเช่าบ้าน-อาคารโดยอิงจากมูลค่าโครงการที่เราซื้อมาเป็นวิธีคิดค่าเช่าดั้งเดิมที่ตั้งราคาได้ง่ายที่สุด หากในทำเลเดียวกันนั้นไม่มีโครงการอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาเทียบราคาได้ เราสามารถคิดราคาปล่อยเช่าได้ที่ 1% ของมูลค่าห้องที่ซื้อมา เช่น ซื้อคอนโดให้เช่าใกล้รถไฟฟ้า ย่านทองหล่อ เป็นห้องชุดขนาด 1 ห้องนอน 32 ตร.ม. ในราคา 3.5 ล้านบาท จากการคำนวณราคาปล่อยเช่าควรอยู่ที่ 35,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเราสามารถปรับลด-เพิ่มได้ตามความเหมาะสมของสภาพห้องและโครงการ แต่อย่างไรก็ตามการคิดค่าเช่าบ้าน-อาคารด้วยวิธีนี้ต้องคำนึงถึงราคาต้นทุน ณ เวลาที่เราซื้อมาด้วย เช่น ในโครงการเดียวกัน ห้องชุด A ซื้อได้ในราคา 3.5 ล้านบาทเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ห้องชุด B ซื้อได้ในราคา 4 ล้านบาทในปีปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเมื่อคิดค่าเช่าออกมาราคาจะไม่เท่ากันแม้อยู่ในโครงการเดียวกันก็ตาม 2. ตั้งราคาแบบเปรียบเทียบโครงการใกล้เคียง ระดับความยากง่ายในการคำนวณ: ง่าย ระดับความแม่นยำ: 2/5 สำหรับใครที่ต้องการปล่อยบ้านให้เช่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายเช่นกันสำหรับการคำนวณตั้งราคาปล่อยเช่า โดยใช้วิธีเปรียบเทียบกับโครงการที่อยู่บริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกับห้องที่เราปล่อยเช่า เริ่มแรกให้เราลองสำรวจราคาปล่อยเช่าจากในเว็บไซต์ต่างๆ ว่าในพื้นที่นั้นเริ่มต้นที่ราคาเท่าไหร่ เมื่อได้ข้อมูลบางส่วนแล้วหากมีเวลา ให้ลองสอบถามจากคนที่ปล่อยเช่าบ้านหรือคอนโดในโครงการเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดค่าเช่าที่ง่ายและยังเป็นการสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านได้อีกด้วย ทั้งนี้การปล่อยบ้านให้เช่าโดยคิดค่าเช่าบ้านในลักษณะนี้ต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมที่สำคัญด้วย เช่น ทำเลที่ตั้ง, ขนาดพื้นที่, ชื่อเสียงของผู้พัฒนาโครงการ, อายุโครงการ, การออกแบบ, ระดับคุณภาพ, ห้องที่ตกแต่งพร้อมอยู่ (Fully Furnished), ห้องเปล่า (Unfurnished), คอนโดแบบ High rise/Low rise, ประเภทของห้อง สตูดิโอ, 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวแปรหลักที่เราต้องหาห้องที่มีลักษณะใกล้เคียงกับห้องของเรามากที่สุดเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบและตั้งราคาที่เหมาะสม Example ตัวอย่างวิธีการคิดค่าเช่าบ้านแบบเปรียบเทียบโครงการใกล้เคียง 3. ตั้งราคาแบบคิดค่าเช่าต่อตารางเมตร ระดับความยากง่ายในการคำนวณ: ปานกลาง ระดับความแม่นยำ: 3/5 วิธีการนี้เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้คำนวนราคาปล่อยเช่าห้องชุดเช่นกัน โดยอ้างอิงจากราคาห้องที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมาใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ เริ่มแรกเราต้องคำนวณหาราคาต่อตารางเมตรออกมาให้ได้ก่อนโดยการนำค่าเช่าหารด้วยจำนวนตารางเมตร จากนั้นเราจึงนำราคาที่ได้ไปคูณกับพื้นที่ขนาดของห้องเรา เพื่อให้ได้ราคาปล่อยเช่าต่อเดือน ทั้งนี้ราคาที่ได้จะเป็นการคำนวณจากห้องเปล่า เจ้าของห้องสามารถปรับราคาให้สูงขึ้นหรือต่ำลงได้ตามลักษณะห้อง การตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ ซึ่งมีหลายหลาย วิธีที่จะช่วยให้เราเพิ่มมูลค่าห้องได้ Example ตัวอย่างวิธีการคิดค่าเช่าบ้านแบบคิดค่าเช่าต่อตารางเมตร ห้องชุดที่ต้องการปล่อยเช่าเป็นรูปแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 30 ตารางเมตร ต้องตั้งราคาค่าเช่าเท่าไหร่ เมื่อห้องชุดที่เปรียบเทียบเป็นรูปแบบ 1…
5 เช็คลิสต์ จัดเฮ้าส์ปาร์ตี้ที่บ้าน ตอบโจทย์ New Normal

การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ได้มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อ “New Normal” หรือรูปแบบวิธีชีวิตใหม่ เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตมากขึ้น อันเนื่องมาจากการะบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ยิ่งเข้าใกล้ช่วงหยุดยาวคนไทยมีอุปนิสัยชอบสังสรรค์และให้ความสำคัญกับแต่ละเทศกาล รวมถึงวันสำคัญด้วยไม่ว่าจะเป็น วันเกิด วันครบรอบ หรืองานปาร์ตี้พบปะในกลุ่มเพื่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมนัดกันออกไปสังสรรค์นอกบ้าน เพราะคิดว่าสะดวกสบายกว่าไม่ต้องเตรียมอาหารเตรียมอุปกรณ์เอง แต่บางครั้งการเดินทางออกไปนอกบ้านก็ไม่ได้สะดวกเสมอไป เพราะคุณอาจพบกับปัญหาที่จะทำให้งานปาร์ตี้ของคุณกร่อยหรือล่มกันไปเลยก็เป็นได้ครับ เช่น รถติดทำให้ไปสาย ร้านเต็มไม่มีโต๊ะนั่งเพราะไม่ได้จองล่วงหน้า หาที่จอดรถลำบาก ค่าที่จอดรถแพง หรือบางคนก็อาจวิตกกับเรื่องเป็นห่วงคนที่บ้านและสัตว์เลี้ยงที่ต้องอยู่ลำพัง การเลือกจัดปาร์ตี้ที่บ้านแทนการออกไปข้างนอกจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยเลี่ยงการพบกับปัญหาเหล่านั้นได้ ทั้งประหยัดเวลาเดินทาง ความปลอดภัยจากโรคโควิด-19 และอาจประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าด้วย ถึงแม้จะต้องเตรียมอุปกรณ์กันบ้างแต่ก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวหรือกับกลุ่มเพื่อน ดังนั้นหากคิดจะนัดกันไปข้างนอกลองเปลี่ยนเป็นนัดกันมางานปาร์ตี้ที่ห้องหรือบ้านกันดูดีกว่าครับ เหมือนท่อนหนึ่งในบทเพลงของ Sam Hunt กล่าวว่า “You ain’t gotta leave the house to have a good time I’m a bring the good time home to you คุณไม่ต้องออกจากบ้านเพื่อจะมีช่วงเวลาดีๆ ฉันเอาช่วงเวลาดีๆ มามอบให้คุณถึงบ้าน” ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดู Must Have 5 ข้อ ที่ต้องมี เตรียมตัวให้พร้อมก่อนจัด House Party Must Have ที่ 1 รูปแบบและธีมงานปาร์ตี้ ก่อนเริ่มจัดงานปาร์ตี้ควรคิดรูปแบบหรือประเภทก่อนว่าจะจัดงานอะไร จัดที่ไหน จัดให้ใคร จัดเมื่อไหร่ เพื่อจะได้ลิสต์รายการออกมาได้ชัดเจนว่าเราจะต้องเตรียมอะไรบ้าง เช่น จัดงานเลี้ยงพบปะเพื่อนๆ จัดงานเลี้ยงวันเกิดลูก เป็นต้น เพราะแต่ละงานจะมีรูปแบบ อุปกรณ์ ภายในงานที่แตกต่างกันไป ส่วนที่จะทำให้งานปาร์ตี้ออกมาน่าสนใจและดูเก๋ขึ้นมานั้น คือ การกำหนดธีมงาน เช่น ธีมการแต่งกาย ปัจจุบันอุปกรณ์ตกแต่งงานปาร์ตี้ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้หลายช่องทาง เช่น ทางอินสตราแกรมหรือเว็บไซต์ต่างๆ การซื้อของผ่านทางออนไลน์ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากเราต้องรักษามาตรการ Social Distancing การมีระยะห่างทางสังคม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่การซื้อของออนไลน์ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าและเผื่อเวลาที่ของจะส่งถึงเราด้วย รวมถึงบริการของนิติบุคคลบางแห่งก็มีบริการเสริมที่ได้เตรียมเมนูรายการจัดสั่งซื้ออุปกรณ์ตกแต่งเหล่านี้ไว้ให้ Must Have ที่ 2 งานที่ดีต้องเตรียมเครื่องดื่มให้พร้อม ถ้าพูดถึงงานปาร์ตี้แล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เครื่องดื่ม หากอยากเน้นเพื่อให้งานดูมีกิมมิคหรือลูกเล่นอะไรเพิ่มขึ้นลองมาดูการตกแต่งและรูปแบบการจัดวางเครื่องดื่ม เช่น การเลือกแก้วทรงสวยๆ และตกแต่งให้สวยงามด้วยดอกไม้หรือผลไม้ปักไว้ที่ขอบแก้ว หรือรูปแบบการเสิร์ฟใหม่ๆ เพื่อเพิ่มสีสันความสนุกให้กับงาน และที่สำคัญเราควรจะดื่มแก้วของตัวเอง ไม่ดื่มแก้วของผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 Must Have ที่ 3 จัดปาร์ตี้ทั้งทีอาหารต้องจัดเต็ม ในส่วนของอาหารควรเลือกอาหารที่เป็นกลางๆ ไว้ก่อนครับ ทานง่ายได้ทุกเพศทุกวัย มีอาหารให้เลือกหลากหลายแต่ก็ไม่จำเป็นต้องมีมากจนอาหารเหลือ เลือกรูปแบบการจัดวางอาหารที่ใช้อุปกรณ์ไม่มากนักและที่สำคัญคือต้องหยิบทานง่ายสะดวกกับแขกทุกๆ คน เช่น การเลือกอาหารเป็นบุฟเฟต์จัดวางไว้เป็นจุดๆ หรือย่างบาร์บีคิวเป็นไม้หยิบทานง่าย รวมถึง…