แสนสิริ พลัสฯ ดูแลเคียงข้างลูกบ้าน ชูมาตรการ Home Isolation

แสนสิริ พลัสฯ ดูแลเคียงข้างลูกบ้าน ชูมาตรการ Home Isolation สานต่อ No One Left Behind ทุกครอบครัวในคอมมูนิตี้จะต้องรอดไปด้วยกัน แสนสิริและพลัส พร็อพเพอร์ตี้ พร้อมดูแลลูกบ้าน-พนักงาน-คู่สัญญา ในโครงการที่อยู่อาศัยที่พลัสฯ ดูแลกว่า 85,000 ครัวเรือน เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัย สู่เป้าหมายทุกคนในโครงการจะต้องรอดไปด้วยกัน ยกระดับการดูแลลูกบ้านช่วง Home Isolation ผ่าน 4 มาตรการหลัก – ตรวจสอบ ติดตาม ประสานงาน ดูแล เพื่อช่วยเหลือลูกบ้านรวมทั้งดูแลทุกคนในโครงการให้ปลอดภัยและผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปด้วยกันอีกครั้ง พร้อมเคียงข้างช่วยเหลือทุกคนในคอมมูนิตี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “No One Left Behind” #แสนสิริไม่ทอดทิ้งใคร ที่แสนสิริทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือ 4 เสาสังคม นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลาย ปัจจุบันมีการรายงานจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละ 15,000 – 20,000 ราย ซึ่งที่ผ่านมาตลอดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แสนสิริให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณภาพการใช้ชีวิต ใส่ใจและห่วงใยสุขภาพของทุกครอบครัวแสนสิริ เฝ้าระวังการระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมเดินหน้าประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือ ออกมาตรการที่เข้มข้นเพื่อดูแลครอบครัวแสนสิริมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดแสนสิริได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท ช่วยเหลือ 4 เสาสังคม ลูกค้า-พนักงาน-ผู้ถือหุ้น-สังคม ภายใต้โครงการ “No One Left Behind” #แสนสิริไม่ทอดทิ้งใคร เพื่อสังคมจะต้องรอดไปด้วยกัน เพราะการสร้างสังคมที่ดี สร้างชีวิตที่ดี ที่แสนสิริ…..เรารวมถึง “ทุกคน” ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นของแสนสิริที่เราจะไม่ทอดทิ้งใคร โดยในส่วนของลูกบ้าน แสนสิริขานรับมาตรการ Home Isolation ได้มีการร่วมผนึกกำลังกับพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในการดูแลและอำนวยความสะดวกลูกบ้านกว่า 85,000 ครัวเรือน ตั้งการ์ดเชิงรุก เพิ่มมาตรการตรวจสอบ, ติดตาม, ประสานงาน, ดูแลและอำนวยความสะดวกลูกบ้านอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังขยายการดูแลทั้งการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์มทำให้ทีมงานได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว “WE ARE VACCINATED” และการจัดตั้งกองทุน Sansiri Care Relief Fund ระดมทุนจากคณะผู้บริหารเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท ดูแลครอบคลุมไปยังพนักงานนิติบุคคลและพนักงานจากบริษัทคู่สัญญาที่เข้าปฏิบัติงานในโครงการให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างไร้กังวล สร้างความปลอดภัยและอุ่นใจสูงสุดให้กับครอบครัวแสนสิริ สร้างคอมมูนิตี้ที่ปลอดภัยให้สังคมรอดไปด้วยกัน นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารที่พักอาศัย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาพลัสฯ ได้มีมาตรการที่ครอบคลุมทุกมิติด้านการดูแลและป้องกันโควิด-19 ในโครงการที่อยู่อาศัย มีการตั้งการ์ดเชิงรุก และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสม มีประสิทธิภาพ อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีในส่วนของการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน…

เทคโนโลยี IoT เรื่องสำคัญในการเลือกที่อยู่อาศัยยุคใหม่

โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคของ Internet of Things (IoT) เพราะเทคโนโลยีการอยู่อาศัยไม่เพียงแค่แต่ละอุตสาหกรรมต่างนำอุปกรณ์ IoT และ Big Data Analytics เข้ามาสนับสนุนธุรกิจของตนเท่านั้น อุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้านเรือนเองต่างก็สามารถเชื่อมต่อหากันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด ทีวี ตู้เย็น หรือแม้แต่เครื่องชงกาแฟเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คนยุคใหม่ IoT คือ สัญญาณเครือข่ายที่เชื่อมต่อสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน ด้วยเซ็นเซอร์ โปรแกรม หรือเทคโนโลยีอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ ระบบ ที่เชื่อมหากันติดต่อ แลกเปลี่ยน ถ่ายโอนข้อมูลกันได้ผ่านสัญญาณอินเทอร์เนต วงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันการเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยมีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคอนโด บ้านเดี่ยว หรือทาวน์โฮม ในหลายทำเล หลายระดับราคา ซึ่งก็ถือว่าเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่การจะซื้อบ้านซักหลัง คอนโดซักห้อง การตัดสินใจก่อนเลือกซื้อเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดี ทั้งเรื่องทำเล ราคา และตัวโครงการแล้ว แต่หากในยุคนี้จะพิจารณาเพียงปัจจัยเท่านั้นไม่ได้อีกต่อไป เพราะที่อยู่อาศัยจะต้องอยู่กับเราไปอีกนาน สิ่งที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตก็คงไม่พ้นเทคโนโลยีในการอยู่อาศัย การพิจารณาให้ลึกถึงเทคโนโลยีที่ผู้พัฒนาโครงการ (Developer) นำมาใช้ในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะ IoT จึงจำเป็นมากในปัจจุบัน เทคโนโลยีการอยู่อาศัย IoT กับการรักษาความปลอดภัย การที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เหล่านั้นผ่านอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินไปกดปุ่มคำสั่งที่ตัวเครื่อง ทำให้สะดวกสบายมากขึ้น และในปัจจุบันมีการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้ระบบ IoT กันขึ้นมามากมาย เช่น Homepod จาก Apple,หรือ Google Home เป็นต้น นอกจากความสะดวกสบายที่แต่ละโครงการมอบให้ สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่อง ความปลอดภัยในการผสานเทคโนโลยีต่างๆ ที่นำมาใช้ในโครงการมีทั้งบริเวณส่วนกลาง (Off-unit) และภายในห้องพักหรือบ้านพักอาศัย (In-unit) ของโครงการ ที่นอกเหนือไปจากความปลอดภัยในด้านการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไปที่เราคุ้นเคยก็คือการดูแลโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ประจำโครงการ แต่การรักษาความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพก็ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมด้วย ดูได้จาก การมีระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้เข้ามาในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระบบคีย์การ์ดในการเข้าถึงห้องพักหรือส่วน Facility ในโครงการ หรือการควบคุม Visitor ควรมีการแลกบัตรประชาชนหรือลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบว่าบุคคลภายนอกที่จะเข้าไปในโครงการว่าเป็นใคร มาติดต่อลูกบ้านท่านใด มีระบบ CCTV ที่ครอบคลุมในพื้นที่โดยรอบโครงการและในจุดเสี่ยง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราในช่วงเวลาต่างๆซึ่งนี่ก็เป็นองค์ประกอบเบื้องต้นในการดูแลความปลอดภัยในโครงการ การนำเทคโนโลยีการอยู่อาศัย IoT เข้ามาใช้ในวงการอสังหาฯ ขอยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้เป็นแห่งแรกในวงการอสังหาฯ และเป็นแห่งเดียวในตอนนี้ อย่าง LIV-24 บริการดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24ชั่วโมง ตั้งอยู่ที่อาคารสิริแคมปัส ที่ทางพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ใช้บริหารจัดการด้านวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลในโครงการที่พักอาศัยในโครงการจากการพัฒนาร่วมกันกับทางแสนสิริ โดยเป็นศูนย์เฝ้าระวังที่เชื่อมต่อระบบต่างๆ จากในโครงการมายังส่วนกลาง เพื่อนำข้อมูล real time มาจัดการรับมือภายใต้ภาวะวิกฤติ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลด้านความปลอดภัยในพื้นที่ส่วนกลาง (Security Monitoring) และระบบวิศวกรรมอาคารส่วนกลาง (IoT Facility…

เปิดกลยุทธ์การดูแลระบบวิศวกรรมอาคารโครงการที่พักอาศัย ด้วยการทำ Preventive Maintenance

รู้จักกลยุทธ์ Preventive Maintenance การดูแล และซ่อมบำรุงระบบวิศวกรรมในอาคารสูง คอนโดมิเนียม แบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ ตัวช่วยการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอย่างยั่งยืน  Preventive Maintenance (PM) คือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เป็นหนึ่งในรูปแบบการดูแลสภาพระบบวิศวกรรม เครื่องจักร และอุปกรณ์ภายในโครงการที่ใช้การตรวจสอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ ตามเวลาที่มีการกำหนดเอาไว้ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ ระบบ Preventive Maintenance (PM) ยังเป็นการซ่อมบำรุงตามกำหนดเวลาก่อนที่เครื่องจักรจะเกิดชำรุดเสียหาย ป้องกันการหยุดของเครื่องจักรโดยเหตุฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยยืดอายุการใช้งานของทรัพย์สินอุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐานในอาคารได้อีกด้วย พอใกล้จะถึงสิ้นปีผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียมก็จะต้องเริ่มเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัยในปีหน้า นั่นคือค่าส่วนกลาง ซึ่งค่าส่วนกลางนั้นแต่ละคนจะจ่ายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับโครงการกำหนด รวมถึงขนาดพื้นที่อยู่อาศัยของแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งค่าส่วนกลางอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นได้ เช่นในกรณีหากมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางภายในโครงการปรับเพิ่มขึ้น เช่น ค่าแรงในการจ้างบุคลากร หรือ ค่าบำรุงรักษาระบบเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆ นั่นหมายถึงว่า ต้องมีการบริหารจัดการงบประมาณให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจซบเซาเช่นปัจจุบัน การมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในโครงการย่อมไม่ดีแน่ ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำได้ก็คือ การหาทางประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางเพื่อให้เหลืองบประมาณรวมไว้ใช้ยามจำเป็น ซึ่งสิ่งแรกที่ทุกโครงการสามารถทำได้ไม่ยากก็เริ่มจากการประหยัดน้ำประหยัดไฟส่วนกลาง เช่น การปิดไฟห้องอเนกประสงค์หรือห้องออกกำลังกายเมื่อไม่มีผู้ใช้งาน แต่การประหยัดเพียงเท่านี้ย่อมไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงต่อค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งวันนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จะนำเสนอวิธีที่จะนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางอย่างยั่งยืน นั่นคือ การดูแลและซ่อมบำรุงระบบต่างๆ แบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Preventive Maintenance)  หลายท่านอาจนึกไม่ถึงว่าค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่เป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ที่เรามองไม่เห็น แต่แฝงตัวอย่างเงียบๆ นั่นคือ ค่าใช้จ่ายการซ่อมหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบวิศวกรรมอาคาร ระบบลิฟท์โดยสาร ระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร แต่หากไม่มีการวางแผนและไม่มีมืออาชีพเข้ามาดูแลแต่เนิ่นๆ ในระยะยาวอาจกลายเป็นระเบิดเวลาที่เป็นภาระทางการเงินให้กับเจ้าของร่วมทุกคนได้ โดยวิธีที่จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาระบบต่างๆ ของอาคารอย่างยั่งยืนมีดังนี้ นิติบุคคลโครงการควรทำแผนงบประมาณค่าใช้จ่ายล่วงหน้า โดยผู้ดูแลอาคารหรือนิติบุคคลต้องทำแผนสำหรับค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 แผน นั่นคือ แผนระยะสั้น สำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือน (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแม่บ้าน รปภ.) แผนระยะกลาง สำหรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกเดือน (ค่าจ้างตัดต้นไม้ ค่าฉีดพ่นฆ่าเชื้อโรค ค่าฉีดกำจัดแมลง) แผนระยะยาว สำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง (ลิฟท์ สระว่ายน้ำ ระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการซ่อมแซมตัวอาคาร เช่น การทาสี) ซึ่งการทำแผนค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 แผนนี้ จะทำให้สามารถบริหารเงินส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตล่วงหน้า ช่างประจำอาคารจะต้องมีความรู้ระดับมืออาชีพ เพราะหากมีช่างที่มีความรู้ความชำนาญก็จะช่วยดูแลอุปกรณ์ต่างๆ ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ชำรุดเสียหายก่อนกำหนด ซึ่งในบางกรณีที่ช่างประจำอาคารมีการดูแลด้วยความเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ และมีแผนการซ่อมบำรุงที่มีประสิทธิภาพ ทั้งการตรวจสอบประจำวัน ประจำสัปดาห์ รอบรายเดือน หรือตรวจสอบประจำปี ก็สามารถยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์บางอย่างออกไปได้นานกว่ากำหนดได้อีก และที่สำคัญการมีแผนป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Preventive Maintenance) เปรียบเหมือนการเช็คระยะรถยนต์ตามรอบ ก็จะช่วยบำรุงรักษาอุปกรณ์และระบบให้ไม่ชำรุดเสียหาย สามารถเปลี่ยนหรือแก้ไขได้ทันก่อนลุกลามจนเกิดการชำรุดเสียหายครั้งใหญ่ ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านงานซ่อมแซมได้จำนวนมาก    ฉะนั้น การดูแลงานด้านระบบวิศกรรมอาคารที่มีประสิทธิภาพจึงถือเป็นการบริหารเงินในเชิงป้องกัน เพื่อลดรายจ่ายการซ่อมหรือการเปลี่ยนใหม่ ที่จะทำให้เกิดรายจ่ายมหาศาลขึ้นในอนาคต ดังนั้นหากทางนิติบุคคลมีการคัดเลือกช่างที่มีประสบการณ์และมีการเข้ารับการอบรมจากหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มทักษะอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ทำให้โครงการบริหารเงินส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำเงินไปพัฒนาตัวโครงการ เช่น นำไปปรับปรุงรีโนเวทอาคารให้สวยงามมีสภาพดีเหมือนใหม่ มีสภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงนำไปจัดกิจกรรมพิเศษให้ลูกบ้าน หรือลงทุนในกองทุนเพิ่มเติมได้…

Rent to Buy เทรนด์ใหม่การเข้าถึงที่อยู่อาศัยของ First Jobber

การใช้ชีวิตของคนที่เริ่มทำงาน หรือ First Jobber ในเมืองหลวงที่การจราจรแน่นขนัดในชั่วโมงเร่งด่วนอย่างกรุงเทพมหานครนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก โดยเฉพาะ First Jobber ที่ต้องเดินทางจากบ้านเข้ามาทำงานย่านใจกลางธุรกิจ เพราะแค่เวลาเดินทางไป-กลับแต่ละวันก็หมดไปหลายชั่วโมง ทำให้มีเวลาส่วนตัวสำหรับพักผ่อน ออกกำลังกายน้อยลง รวมถึงมีเวลาไปฝึกอัพสกิลด้านต่างๆ เพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ เช่น การเรียนภาษาเพิ่มเติม หรือลงคอร์สต่างๆ ได้ยากขึ้น ดังนั้นการมีคอนโดมิเนียมใกล้ที่ทำงานจึงกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าคนทำงานรุ่นใหม่ในยุคนี้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นพนักงานมีเงินเดือนประจำมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ในความเป็นจริงนั้น กลุ่ม First Jobber มักประสบปัญหาด้านการกู้เงินขอสินเชื่อบ้านจากธนาคารหรือสถาบันทางการเงิน เนื่องจากการที่เพิ่งเริ่มทำงาน หลายคนยังไม่มีประวัติทางการเงิน ยังไม่มีฐานข้อมูลเครดิต อีกทั้งอายุการทำงานที่ยังไม่มากพอ จึงอาจไม่ได้รับการปล่อยสินเชื่อที่ง่ายนัก จากช่องว่างของความต้องการและการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของเหล่า First Jobber ที่เกิดขึ้น ล่าสุดเราจึงได้เห็นการปรับตัวของกลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ออกแบบแพลตฟอร์มโมเดลทางธุรกิจ ให้สามารถจับคู่ความต้องการของผู้ที่อยากจะลงทุนและบริการด้านการเงินของผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ให้สามารถใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมได้ตามที่ฝัน ด้วยการ “เช่าซื้อ” หรือ Rent to Buy นั่นเอง ซึ่งการเช่าซื้อคือการทำสัญญาซื้อขายรูปแบบหนึ่ง เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ยังไม่สามารถกู้ขอสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินได้ แต่ที่จริงแล้วมีความสามารถในการซื้อ ส่วนข้อแตกต่างของการเช่าซื้อ กับ การเช่าทั่วไป มีความแตกต่างกันคือ การเช่าซื้อ จริงๆ แล้วคล้ายกับการเช่าทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่การเช่าซื้อเป็นการจ่ายค่าเช่าไปก่อน และเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดผู้เช่าจะซื้อห้องคืน และได้สินทรัพย์คอนโดห้องนั้นมาเป็นของตนเอง รูปแบบโมเดลธุรกิจ Rent to Buy นี้ จะมีตัวแทนเป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่หา 1. นักลงทุน ผู้มีเครดิตทางการเงิน ที่สามารถกู้ขอสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงินได้ และหา 2. ผู้ที่ต้องการซื้อคอนโด แต่ยังไม่มีเครดิตการขอสินเชื่อบ้าน เพื่อจับคู่กัน และตัวแทนจะดีลกับสถาบันการเงิน เพื่อทำสัญญาเช่าซื้อ โดยมีระยะเวลาตามที่กำหนด เพื่อเป็นข้อมูลให้สถาบันการเงินพิจารณาว่าหากผู้เช่าสามารถจ่ายค่าเช่าได้ตามที่กำหนดครบทุกงวด ก็จะเก็บเป็นประวัติทางการเงินที่ช่วยเพิ่มเครดิตให้ผู้เช่า จนสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินนั้นๆ ได้ เพื่อได้เงินกู้มาซื้อคอนโดนั้นเองในที่สุด ดังนั้นในมุมคนอยากซื้อบ้านแต่ยังไม่มีเครดิตที่จะกู้ผ่าน ก็สามารถเช่าซื้ออยู่ไปก่อนเพื่อเตรียมตัวกู้ซื้อคืนไปในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา วิธีนี้ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับผู้เช่าซื้อสำหรับอยู่เองเท่านั้น แต่ยังให้ผลดีต่อฝั่งผู้ขายหรือนักลงทุนเพราะสามารถใช้เครดิตตัวเองลงทุน แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจิปาถะหรือการหาคนเช่า ไม่ต้องดูแลห้อง กู้แล้วจบ ลงทุนแล้วก็ได้ผลตอบแทนตั้งแต่วันแรก อย่างไรก็ตาม การลงทุนก็อาจมีความเสี่ยงในแง่ที่ว่า หากผู้เช่าไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้ครบทุกงวด หรือหากถึงระยะเวลาที่กำหนดแล้วผู้เช่าไม่สามารถซื้อคอนโดคืนไปได้ จะต้องจัดการอย่างไร จึงต้องมีวิธีการที่รัดกุม ด้วยการเลือกเช่าซื้อโดยใช้บริการผ่านตัวแทนให้บริการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซื้อ-ขาย-เช่า จากบริษัทมืออาชีพ เพื่อเป็นตัวกลางในการประสานจัดการ ที่จะสามารถช่วยคัดกรองเจ้าของห้องที่มีคุณภาพ รวมถึงคัดกรองผู้เช่าซื้อที่ดีให้กับนักลงทุน ช่วยลดความเสี่ยงของทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งต้องมีสัญญาที่รัดกุมว่าหากเกิดกรณีดังกล่าวต้องมีการซื้อคืนและเปลี่ยนเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่เป็นธรรม ไม่เสียผลประโยชน์ และเมื่อผู้เช่าซื้อได้ทำการเช่าซื้อเรียบร้อยแล้ว ระหว่างนั้นก็จะต้องเตรียมตัวด้านเครดิตให้ดี เพื่อให้สามารถทำการกู้กับสถาบันการเงินเพื่อซื้อคืนห้องได้อย่างเรียบร้อยหลังจากที่สัญญาเช่าซื้อครบกำหนด เพียงเท่านี้ก็จะทำให้กลุ่ม First Jobber สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในฝันได้อย่างไม่ยากเกินไปนัก บทความที่เกี่ยวข้อง: มาแต่งห้องเพื่อดึงดูดผู้เช่าในอนาคตกันเถอะ วิเคราะห์อสังหาฯ เชียงใหม่ ความน่าสนใจและแนวโน้มหลังโควิด-19 เหตุใดทาวน์โฮมจึงได้ไปต่อ หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: นิติบุคคลคอนโด, นิติบุคคลอาคารชุด, คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, bangkok condo for rent, คอนโดพระราม 4 พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์…

คนซื้อบ้านต้องรู้ เมื่อความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ทำเล

บทความประจำคอลัมน์ The Bangkok Insight โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้  โดย คุณสุวรรณี มหณรงค์ชัย รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ ถึงแม้ในปัจจุบันเราจะคลายล็อกดาวน์กันแล้ว แต่สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด–19 ก็ยังคงต้องเฝ้าระวัง ส่งผลให้กิจกรรมที่เป็น New Normal หลายรูปแบบยังคงต้องดำเนินต่อ และเรายังคุ้นชินกับการใช้เวลาว่างในการทำกิจกรรมที่บ้านเพื่อเซฟตัวเอง ดังนั้นเมื่อผู้คนอยู่บ้านมากขึ้น การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยใหม่ๆ ที่เพิ่มเติมต่างจากเดิม เช่น การมีพื้นที่ออกกำลังกายที่บ้านจากเดิมที่พิจารณาเพียงห้องออกกำลังกายของส่วนกลาง ความต้องการพื้นที่สำหรับประกอบอาหารเล็กๆ การมีสวนหลังบ้านหรือพื้นที่สีเขียวในโครงการ และอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้คนยุคใหม่คำนึงถึงก็คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งทุกวันนี้ปัจจัยด้านความปลอดภัยมีความสำคัญมากพอๆ กับเรื่องของทำเล เพราะเมื่อต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ก็ย่อมต้องการความอุ่นใจในการอยู่อาศัยตลอด 24 ชั่วโมง  จากการสำรวจของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ เราพบว่าในด้านความปลอดภัยในที่อยู่อาศัยที่ผู้ซื้อต้องการ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การมีกล้องวงจรปิดที่ครอบคลุม 2.มีสัญญาณกันขโมยหรือสัญญาณเตือนภัยหากเกิดการบุกรุก 3.มีรปภ.คอยตรวจตราตลอด 24 ชั่วโมง 4.มีระบบประตูล็อกดิจิทัล และ 5.มีระบบคีย์การ์ดสำหรับเข้าอาคารหรือการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งจากผลสำรวจนี้เห็นได้ว่าความต้องการเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เข้ามามีความสำคัญกับความรู้สึกของผู้ซื้อ และความปลอดภัยนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการติดตั้งวางระบบและเทคโนโลยีเท่านั้น ต้องดูแลจัดการโดยบุคลากรคุณภาพด้วย ประเด็นเรื่องการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมงนี้ เป็นสิ่งท้าทายที่แต่ละโครงการจะต้องดูแลให้ได้ ดีที่สุด โดยสามารถจัดการเหตุได้ทันเวลาหรือสามารถระงับความเสี่ยงได้ก่อนที่จะลุกลามจนเกิดเหตุขึ้น ซึ่งจากการที่ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ในบทบาทงานด้านบริหารจัดการโครงการที่พักอาศัย ที่ปัจจุบันดำเนินการดูแลอยู่มากกว่า 200 โครงการทั้งที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และทาวน์โฮม พบว่าปัจจุบันหลายโครงการได้มีการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย เพื่อดูแลความปลอดภัยแก่ลูกบ้าน อาทิ การติดตั้งรั้วเซนเซอร์รอบหมู่บ้าน เพื่อตรวจจับความผิดปกติหรือมีการรุกล้ำแนวรั้ว การมีกล้อง CCTV Analytic ที่นอกจากจะสังเกตการณ์บันทึกภาพ ยังมี AI ที่สามารถวิเคราะห์ความผิดปกติและแจ้งเตือนได้ หรือการมีศูนย์ควบคุมสังเกตการณ์จากส่วนกลางแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเชื่อมต่อระบบจากในโครงการต่างๆ เข้ามามอนิเตอร์ที่ส่วนกลาง และมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ทีมนิติบุคคลในแต่ละโครงการ เพื่อประสานการตรวจสอบดูแลในพื้นที่ ณ จุดเกิดเหตุอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ เรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและสุขอนามัยก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะ New Normal จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของการดูแลด้าน Social Distancing ในการใช้พื้นที่ส่วนกลาง การทำความสะอาดฆ่าเชื้อในบริเวณโครงการ การคัดกรองผู้มาติดต่อในโครงการที่พักอาศัย หรือเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการแบบไร้สัมผัส (Touchless) เช่นการมีประตูเซนเซอร์เปิดปิดอัตโนมัติ การลงทะเบียนผู้มาติดต่อแบบไม่ต้องแลกบัตรโดยให้ลูกบ้านสามารถลงทะเบียนผู้มาติดต่อล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยแบบ Social Distancing แล้ว ยังปลอดภัยด้านการจัดเก็บและตรวจเช็คข้อมูลผู้มาติดต่อสำหรับทีมนิติบุคคล ให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ สิ่งเหล่านี้หากโครงการใดมีการดูแลบริหารจัดการที่ดี ก็จะสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงสุขภาพที่ดีของผู้พักอาศัย ซึ่งการที่แต่ละโครงการจะสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านรักษาความปลอดภัยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือจะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เพราะหากมีเทคโนโลยีที่ดีแต่เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ ไม่สามารถใช้งานได้จริงก็จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลโครงการที่อยู่อาศัยจะต้องสร้างมาตรฐานในการคัดเลือกบุคลากรที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ให้มีทักษะพื้นฐานรอบด้าน เช่น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้กำหนดมาตรฐานของผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ด้านรักษาความปลอดภัย ซึ่งนอกจากต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานแล้ว ยังมีการเสริมทักษะพิเศษระหว่างปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เช่น หลักสูตรการช่วยเหลือทางน้ำ, การจับสัตว์เลื้อยคลาน,…

พลัสฯ สร้างมาตรฐานต้นแบบอสังหาฯ จับมือ 6 บริษัท รปภ. มืออาชีพ ยกระดับความปลอดภัยให้ลูกบ้าน

บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์ทุกบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ นำโดยนางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย (นั่งขวา) รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ และนางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล (นั่งซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารที่พักอาศัย ร่วมยกระดับ Sansiri Security System สู่มาตรฐานความปลอดภัย 360 องศา พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจ Property Management โดยได้ผนึกพันธมิตรมืออาชีพ ครั้งแรกในวงการอสังหาฯ กับ Exclusive Partner 6 บริษัท ได้แก่ บอดี้การ์ดสตรองแมน, ประสิทธิ์ การ์ด, รักษาความปลอดภัย พีจีเอส, ริช ซีเคียวริตี้ การ์ด, วี พี ซี อินเตอร์ กรุ๊ป และ อินเทนท์ซีเคียวริตี้ การ์ด (ไทยแลนด์) โดยทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจาก 6 บริษัทพันธมิตรนี้ ปัจจุบันเข้าดูแลความปลอดภัยแล้วใน 43 โครงการของแสนสิริ และตั้งเป้าผลักดันขยายความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมทุกโครงการที่พลัสฯ บริหาร ซึ่งทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะได้รับการเทรนนิ่งอย่างเข้มข้นจาก Sansiri Security Inspection (SSI) จนผ่านมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเสริมทักษะรอบด้านในระหว่างการทำงาน และมีโปรแกรมสนับสนุนเพื่อพัฒนาและทำงานเติบโตร่วมกันในระยะยาว สร้างความอุ่นใจและความเชื่อมั่นในทุกมิติการอยู่อาศัยของลูกบ้านในโครงการที่พลัสฯ บริหาร บทความที่เกี่ยวข้อง: แสนสิริผนึกกำลังพลัสฯ ประกาศยกระดับ Sansiri Service ชูความปลอดภัย สำคัญอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค พลัสฯ ชูหลักบริหารจัดการ ดูแลจากใจ ห่วงใยคุณ เปิดฟีเจอร์ใหม่กู้วิกฤต COVID-19 ให้ลูกบ้าน   พลัสฯ ดูแลจากใจ สู้ภัยโควิด-19 มอบอุปกรณ์ Face Shield รพ.สงฆ์ และอุปกรณ์ทำหน้ากากผ้าแก่ลูกบ้าน    หาข้อมูลคอนโดที่คุณต้องการได้ที่นี่: คอนโดสุขุมวิท, คอนโดให้เช่า, คอนโดจตุจักร, ขายคอนโด, คอนโดทองหล่อ, ทรัพย์สินรอการขาย, Bangkok condo for rent, คอนโดพระราม 4 พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนบริการอสังหาริมทรัพย์ ให้คำปรึกษาฝากขายปล่อยเช่า และการซื้อขายเช่าคอนโดมือสองครบทุกขั้นตอน บริหารโครงการที่พักอาศัย/โครงการเพื่อการพาณิชย์ บริหารงานขายและการตลาดโครงการ ด้วยทีมงานระดับคุณภาพ กับประสบการณ์ที่มากกว่า 20 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02 688 7555 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาข้อมูลการบริการของเราเพิ่มเติมครับ

ทำความรู้จักกับบัตเลอร์ อาชีพที่มาแรงในวงการอสังหาฯ

ผู้ที่อยู่ในคอนโดคงจะคุ้นเคยกับพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลโครงการหรือนิติบุคคล ซึ่งโดยทั่วไปจะมีผู้จัดอาคาร เจ้าหน้าที่ธุรการ และทีมช่างอาคาร แต่ปัจจุบันรูปแบบการให้บริการบริหารโครงการที่พักอาศัยมีการปรับเปลี่ยนให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้ามากยิ่งขึ้น  การซื้อขายคอนโดไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ทำเลหรือราคาโครงการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบโครงการและบริการพิเศษที่ลูกค้าจะได้รับ เราจึงเห็นว่าวงการอสังหาฯมีการจับมือกับธุรกิจอื่นนอกวงการอสังหาฯมากขึ้นเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับโครงการ มีบริการพิเศษมากมายจนสามารถเกิดเป็นอาชีพใหม่ ตัวอย่างเช่นอาชีพบัตเลอร์ (Butler) ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในวงการอสังหาฯ บัตเลอร์คืออะไร? บัตเลอร์คือผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยดูแลการใช้ชีวิตในด้านต่างๆ เหมือนเป็นเลขาส่วนตัว ให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งในต่างประเทศบัตเลอร์คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังงานพิธีการสำคัญๆ ระดับประเทศอย่างงาน The Royal Wedding ของราชวงศ์อังกฤษ หรืองานพิธีการอื่นๆของผู้นำประเทศหรือบุคคลสำคัญระดับโลก จะมีบัตเลอร์ที่ทำหน้าที่จัดเตรียมดูแลรายละเอียดตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมจนถึงรายละเอียดปลีกย่อย สำหรับในไทยนั้นโดยทั่วไปบัตเลอร์จะมีให้บริการเฉพาะในโรงแรมระดับ 5 ดาวขึ้นไป ให้บริการตั้งแต่การต้อนรับ การจัดการเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม การเป็นตัวแทนช่วยติดต่อประสานงานเช่น การจองร้านอาหาร การเตรียมรถ เป็นต้น แต่ปัจจุบันเริ่มมีเทรนด์การพัฒนาโครงการอสังหาฯให้มีบริการเหมือนโรงแรมมากขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบาย ในโครงการคอนโดระดับลักซ์ชัวรี่จึงเริ่มมีบริการบัตเลอร์เข้ามาเป็นบริการพิเศษ อย่างล่าสุด PLUS Eduplex สถาบันของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ก็ได้สร้างหลักสูตร Bespoke Butler ที่ออกแบบพัฒนาร่วมกับ Nai Lert Butler x British Butler Institute ปั้นบัตเลอร์รูปแบบใหม่ที่ให้บริการตอบสนองไลฟ์สไตล์เฉพาะของลูกบ้าน เป็นบัตเลอร์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยประกอบไปด้วย 1. Navigator บัตเลอร์ผู้ให้บริการด้านข้อมูลสถานที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกบ้าน 2. Healthiologist บัตเลอร์ผู้ให้คำแนะนำวิธีการใช้อุปกรณ์เครื่องออกกำลังกายที่ถูกต้องและปลอดภัย 3. Mixologist บัตเลอร์ที่เป็นบาเทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญการดีไซน์เครื่องดื่มสำหรับลูกบ้านในช่วงพักผ่อน และ 4. Romaceologist บัตเลอร์ผู้ให้บริการด้านการผ่อนคลายด้วยกลิ่นที่ให้บริการเฉพาะห้องส่วนตัว โดยบัตเลอร์รุ่นแรกที่ผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะจนมีคุณสมบัติครบ ได้พร้อมให้บริการแล้วโดยจะเริ่มที่แรกที่โครงการ The Monument Thonglor อาชีพบัตเลอร์ น่าสนใจอย่างไร? ข้อมูลจากฝ่ายวิจัยและพัฒนา ของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ พบว่าคอนโดระดับลักซ์ชัวรี่ (200,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป) มีอัตราการเติบโตย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ยปีละกว่า 50% ในขณะที่ตลาดแรงงานที่ให้บริการเติบโตเฉลี่ยเพียง 7% ต่อปี จึงมีแนวโน้มว่าตลาดแรงงานที่ให้บริการในคอนโดระดับลักซ์ชัวรี่จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น อาชีพบัตเลอร์จึงมีความน่าสนใจเพราะเป็นงานบริการที่สามารถตอบโจทย์ของตลาดอสังหาฯระดับบนได้ และยังเป็นอาชีพที่ต้องมีทักษะทางสังคม ต้องฝึกฝนจนมีบุคลิกภาพและปฏิภาณไหวพริบที่ดีทำให้ลูกค้าวางใจ จึงเป็นทักษะเฉพาะที่สามารถต่อยอดไปสู่งานบริการอื่นๆ ได้ ลูกบ้านจะได้รับประโยชน์อะไรกับการมีบัตเลอร์? ลูกบ้านจะได้บริการพิเศษที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น ได้รับการดูแลที่พิถีพิถันเพิ่มขึ้น จากเดิมที่เป็นบริการช่วยอำนวยความสะดวกสบายทั่วไป ทำให้การอยู่อาศัยในคอนโดได้รับการดูแลพิเศษเหมือนอยู่ในโรงแรม แต่ต่างกันตรงที่การอยู่อาศัยในคอนโดเป็นการอยู่ระยะยาว บัตเลอร์จะรู้จักคุ้นเคยและจำรายละเอียดความต้องการเฉพาะของลูกบ้านแต่ละรายได้เป็นอย่างดีจึงสามารถดูแลให้บริการอย่างรู้ใจได้ บัตเลอร์นับเป็นอาชีพใหม่ในวงการอสังหาฯ ที่เข้ามาพลิกบทบาทการบริหารโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรี่ให้มีบริการใหม่ๆเพิ่มขึ้น เปลี่ยนรูปแบบการพักอาศัยในคอนโดให้มีความพิเศษและตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยใช้หลัก Customer Focus ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เกิดเป็นการบริการที่ออกแบบตามความต้องการเฉพาะที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้า เปลี่ยนภาพการอยู่อาศัยในคอนโดให้น่าสนใจและมีความพิเศษมากขึ้น บทความประจำคอลัมน์พิเศษ PropNow โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ propholic.com   พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ให้คำปรึกษาฝากขายปล่อยเช่า และการซื้อขายคอนโดมือสอง ครบทุกขั้นตอน บริหารโครงการที่พักอาศัย/โครงการเพื่อการพาณิชย์ บริหารงานขายและการตลาดโครงการ ด้วยทีมงานระดับคุณภาพ กับประสบการณ์ที่มากกว่า 20 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02 688 7555 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อศึกษาข้อมูลการบริการของเราเพิ่มเติมครับ

บริการหลังการขาย เรื่องสำคัญที่ผู้ซื้อคอนโดไม่ควรมองข้าม

บทความประจำคอลัมน์ PropNow โดย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ propholic.com โดย คุณอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ   การจะซื้อคอนโดซักห้อง หลายคนมักให้ความสำคัญกับเรื่องข้อมูลและความน่าสนใจของตัวโครงการ ทั้งเรื่องดีเวลล็อปเปอร์ผู้พัฒนาโครงการ ทำเลที่ตั้ง รูปแบบห้อง facility ส่วนกลาง หรือความเหมาะสมของราคา ซึ่งนี่ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นในการพิจารณาเลือกซื้อคอนโด  แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลายคนมักจะมองข้ามไป นั่นก็คือเรื่อง “บริการหลังการขาย (After-Sales Service)” ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะการซื้อคอนโดไม่ใช่เพียงซื้อแล้วจบเลย แต่ยังมีเรื่องของการอยู่อาศัยเมื่อคอนโดสร้างเสร็จ หรือการขายต่อ-ปล่อยเช่า อีกด้วย ดังนั้นบริการหลังการขายจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ที่จะซื้อคอนโด ที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาตัดสินใจด้วย เพื่อให้ได้รับการดูแลที่ดีหลังการขายและไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ เพื่อการตัดสินใจซื้อที่เหมาะสม คุ้มค่า บริการหลังการขายในมุมผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย ผู้ที่ซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง แน่นอนว่าเมื่อเราตัดสินใจซื้อห้องแล้วก็ย่อมอยากได้คอนโดที่อยู่แล้วพึงพอใจ ไม่มีปัญหา สภาพแวดล้อมในโครงการน่าอยู่ แต่คอนโดจัดเป็นที่อยู่อาศัยประเภทที่เป็นเจ้าของร่วมกัน นั่นหมายถึงการอยู่อาศัยร่วมกันของคนจำนวนมากที่มีพื้นฐานชีวิตที่แตกต่างกัน การจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขโดยเกิดปัญหาน้อยที่สุดจึงต้องมีการบริหารจัดการ หรือที่เรารู้จักกันในบทบาทของทีมนิติบุคคล ที่ต้องทำหน้าบริหารจัดการภาพรวมในโครงการ ทั้งเรื่องกฎระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน เรื่องบริหารการเงินในโครงการ เรื่องการดูแลระบบวิศวกรรมอาคารและสภาพพื้นที่ส่วนกลาง รวมทั้งเรื่องกิจกรรมพิเศษต่างๆ ในโครงการหากเราได้คอนโดที่มีบริการบริหารจัดการโครงการที่เป็นมืออาชีพและเข้าใจลูกค้า ก็จะช่วยให้การอยู่อาศัยและใช้ชีวิตในคอนโดเป็นเรื่องง่าย ลดปัญหาเรื่องน่าปวดหัว และยังทำให้เรามีผู้ช่วยที่คอยดูแลรักษาโครงการให้มีสภาพดีและสวยงามน่าอยู่อีกด้วย บริการหลังการขายในมุมนักลงทุน ผู้ซื้อคอนโดเพื่อนำมาลงทุนขายต่อ ปล่อยเช่า ก็คงอยากให้ห้องที่ซื้อมาสามารถทำกำไรได้ มีผู้เช่าอย่างต่อเนื่องในราคาที่คาดหวัง หรือมีผู้ที่อยากซื้อห้องต่อที่ให้ราคาดี ดังนั้นนักลงทุนกลุ่มนี้เมื่อตัดสินใจซื้อคอนโดแล้ว ยังต้องพิจารณาเรื่องการหาลูกค้าหรือปล่อยห้องต่ออีกด้วย บริการตัวแทนด้านการซื้อ-ขาย-เช่า หรือที่เราเรียกกันว่า “เอเจ้นท์” จึงเป็นบริการหลังการขายที่เป็นตัวช่วยสำคัญของนักลงทุน เพราะหากเราได้เอเจ้นท์ที่เป็นมืออาชีพ มีฐานลูกค้าจำนวนมาก รู้จักและรู้ใจลูกค้า ก็ย่อมช่วยให้เราสามารถปล่อยคอนโดได้ง่ายขึ้น และเรายังได้ผู้ที่เป็นตัวแทนมาช่วยจัดการขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้การลงทุนเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอีกด้วย อย่างที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ก็มีธุรกิจที่เป็นบริการหลังการขาย ทั้งด้านการอยู่อาศัยที่มีบริการ Living Management ที่เป็นมากกว่านิติบุคคล แต่ดูแลครบทุกมิติของการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการด้านการอยู่อาศัยร่วมกัน ด้านความปลอดภัยในโครงการ การดูแลโครงการให้อยู่ในสภาพดีไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ด้านการดูแลซ่อมบำรุงระบบวิศวกรรมอาคาร รวมถึงการจัดกิจกรรมสำหรับลูกบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความหลากหลาย และยังมีธุรกิจที่ให้บริการด้านที่ปรึกษาตัวแทนอสังหาฯ เป็น Sales Mate ตัวแทนซื้อ-ขาย-เช่า ที่ช่วยดูแลการลงทุนในคอนโด ให้คำแนะนำการลงทุนเชิงลึกและช่วยหาลูกค้าที่ตอบโจทย์ เพื่อให้การลงทุนในคอนโดเป็นเรื่องง่ายขึ้นเพราะการซื้อคอนโดเป็นการเลือกสินทรัพย์ก้อนใหญ่ที่จะมีข้อผูกมัดกับผู้ซื้อในระยะยาว บริการหลังการขาย จึงมิใช่เพียงเรื่องสำคัญที่มาหลังขั้นตอนการขายเท่านั้น แต่หากผู้ซื้อนำประเด็นนี้มาพิจารณาประกอบการเลือกซื้อคอนโดด้วยแต่ต้น ก็จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านและได้ผลประโยชน์ครอบคลุมในระยะยาวมากยิ่งขึ้น   บทความที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจซบแต่ทำไมตลาดเช่าที่อยู่อาศัยยังโต การเลือกซื้อคอนโดฯ ที่ใช่ กับ โครงการที่มีนิติฯ ดี แบบไหนหายากกว่ากัน วิกฤตโควิด-19 อย่ามองข้ามความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญบริการอสังหาฯ ครบวงจร ที่ตอบโจทย์ได้ทุกความต้องการ บริหารงานนิติบุคคลคอนโด หมู่บ้าน อาคารสถานที่ ที่ปรึกษางานขายโครงการ และตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง ด้วยทีมงานระดับคุณภาพกับประสบการณ์ที่มากกว่า 20 ปี เติมเต็มทุกความต้องการอย่างแท้จริง สนใจติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 688 7555 หรือ plus.co.th/contactus ค้นหาบริการเพิ่มเติม: บริหารงานนิติบุคคลคอนโด, บริหารอาคารสถานที่, ที่ปรึกษางานขายโครงการ, ตัวแทนซื้อ ขาย เช่า คอนโดมือสอง , LIV-24…

ประกันภัยอาคาร สำคัญอย่างไรสำหรับชาวคอนโด

  ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้นหลายๆ ท่านก็คงได้ทราบข่าวแผ่นดินไหวในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศพม่าถือว่าได้รับความสนใจจากคนไทยมากเป็นพิเศษ เพราะไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และโบราณสถานต่างๆ เป็นจำนวนมาก แต่แรงสั่นสะเทือนยังรับรู้ได้ถึงอาคารสูงหลายๆอาคารในประเทศไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าระยะหลังข่าวแผ่นดินไหวถือว่าสร้างความกังวลให้กับผู้อยู่อาศัยในคอนโดที่เป็นตึกสูง ซึ่งเรื่องภัยธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องไม่เหนือการคาดเดา แต่แม้จะไม่สามารถควบคุมภัยธรรมชาติได้ แต่เราควรหาวิธีป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น การทำประกันภัยอาคาร  ถือเป็นอีกวิธีการจัดการความเสี่ยงที่ดีที่ โดยทั่วไปการทำประกันอาคารชุดจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ แบบที่ 1. ประกันความคุ้มครองส่วนกลางของอาคารทั้งหมด (All Risk) โดยทุนประกันรวมนั้นทั่วไปจะคิดจากมูลค่าการก่อสร้างรวมทั้งงานระบบ และ Facilities ต่างๆ ของอาคาร ครอบคลุมความคุ้มครองของภัยไฟไหม้ น้ำท่วม ภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ความเสียหายของอุปกรณ์ งานระบบต่าง (Machinery Breakdown) กระจกพื้นที่ส่วนกลาง ภัยจากการโจรกรรม ฯลฯ และแบบที่ 2. การทำประกันภัยสำหรับบุคคลที่ 3 (Public Liabilities) เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดจากส่วนกลางของนิติบุคคล ที่เกิดกับบุคคลภายนอก เช่น เศษกระเบื้อง เศษปูน หล่นใส่ผู้คน เป็นต้น อย่างไรก็ตามก่อนทำประกันภัยจะต้องพิจารณาทุนประกันภัย กับเงื่อนไขในภัยแต่ละชนิดให้รอบคอบ เพราะทุนประกันภัยรวมนั้น เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นระดับ 100% ขนาดอาคารถล่มเป็นซาก ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด ยกตัวอย่าง อาคาร A มีทุนประกัน 100 ล้านบาท แล้วเกิดกรณีแผ่นดินไหว ซึ่งส่งผลให้อาคารเกิดความเสียหายทั้งอาคาร หากในเงื่อนไขกรมธรรม์ระบุว่า มีการจำกัดวงเงินคุ้มครองอยู่จำกัดที่ 20 ล้านบาท ก็จะสามารถเคลมได้เพียง 20 ล้านบาท เป็นต้น นอกจากนี้ต้องเลือกบริษัทประกันภัยที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง เพื่อให้ไว้วางใจได้ในการให้บริการ และมีกำลังในการชดเชยความเสียหาย ซึ่งการใช้บริการโบรกเกอร์ประกันภัย ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ใช้บริการ ปัจจุบันมีบริษัทใหญ่ๆ อยู่หลายราย ซึ่งข้อดีของการใช้บริการโบรกเกอร์ นั้น จะเป็นประโยชน์ในด้านการต่อรองในการเคลมประกันแต่ละเคส รวมไปถึงการเสนอราคาค่าเบี้ยประกันที่อาจได้เรทดีกว่าการดีลตรงกับบริษัทประกันภัย อย่างไรก็ดี ฝ่ายจัดการอาคาร ควรต้องศึกษาว่ามีความเสียหายใดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพื่อหาทางป้องกันปัญหาระยะยาว เพราะการเคลมบ่อยๆนั้นมีผลต่ออัตราเบี้ยในปีถัดไป เช่น หากทุกครั้งที่ฝนตก มีน้ำรั่วซึมจากขอบกระจกด้านนอก ก็ควรหาแนวทางป้องกันระยะยาว เช่น ทำซีลขอบกระจกใหม่ทั้งอาคาร หรือแม้แต่เคสที่เป็นข่าวล่าสุดกรณีน้ำท่วมในลานจอดรถคอนโดแห่งหนึ่ง ส่งผลกระทบให้รถผู้พักอาศัยเสียหายจำนวนมาก หลังการทำเคลมเรื่องดังกล่าว ต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เป็นต้น อย่างไรก็การทำประกันภัยอาคารของนิติบุคคลฯ นั้น ไม่รวมความเสียหายในทรัพย์สินของเจ้าของร่วม หรือกรณีเจ้าของร่วมสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของร่วมรายอื่น เช่น กรณีสาย flex ของซิงค์ล้างจานแตก น้ำท่วมไปห้องเพื่อนบ้าน หรือน้ำท่วมไปลงลิฟท์ หากเจ้าของร่วมไม่ได้ทำประกันภัยไว้ ก็จะต้องรับผิดชอบความเสียหายอย่างมหาศาล เพราะไม่ได้ทำประกันภัยไว้…

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัวระบบปฏิบัติการสุดล้ำ Building เชื่อม IOT พร้อมปล่อยแอปฯใหม่ Living PLUS

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เดินหน้าเทคโนโลยีอัพเกรดงานจัดการอาคารสำนักงานและโครงการที่พักอาศัย  เปิดตัวระบบปฏิบัติการสุดล้ำ “Building+” ที่ผสานทุกการทำงานเชื่อมระบบ IoT พร้อมปล่อยแอปพลิเคชั่นใหม่ “Living PLUS” เชื่อมโยงผู้ใช้งานและผู้ให้บริการอย่างไร้รอยต่อ มุ่งเป้ายกระดับมาตรฐานงานบริการเหนือระดับ รองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงสู่ยุค 5G นายชาญ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า พลัสฯ เดินหน้ายกระดับกระบวนการทำงานให้สอดรับกับเทคโนโลยีใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่ยุค 5G ที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ทางฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรมของพลัสฯ จึงได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้ออกแบบระบบปฏิบัติการใหม่ “Building+” (บิ้วดิ้งพลัส) มาตรฐานการทำงานเอกสิทธิ์เฉพาะพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ผสานการให้บริการในทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกับระบบ Internet of Things (IoT) เพื่อการทำงานแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมการให้บริการและดูแลอาคารครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม Facility Management ครอบคลุมขั้นตอนการทำงานแบบครบวงจร ประกอบด้วยการทำงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. PlusServe ระบบฐานข้อมูลที่จัดเก็บรายละเอียดของลูกค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการโดยเฉพาะ เป็นจุดตั้งต้นในการออกแบบงานบริการที่ตอบโจทย์ 2. Plus SOP ระบบมาตรฐานการควบคุมการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน เพื่อให้การนำส่งบริการถึงลูกค้าตามความต้องการภายในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งเป็นการส่งมอบงานที่เป็นไปอย่างมีคุณภาพและได้ตามมาตรฐานของพลัสฯ 3. Plus QC ระบบการตรวจสอบงานวิศวกรรมอาคารทั้งหมด ที่มีการนำเทคโนโลยีอาคารมาเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ เครื่องจักร แบบเรียลไทม์ ที่เชื่อมระบบในทุกโครงการเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการจากส่วนกลาง เพื่อป้องกันก่อนการเกิดเหตุ สุดท้ายคือ 4. Plus Notify ระบบแจ้งผลการปฏิบัติงานที่คำนึงถึงลูกค้าและทีมงานของพลัสฯ โดยเริ่มตั้งแต่การส่งรายงานสรุปผลการปฏิบัติงานให้แก่ลูกค้า และรวมถึงการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ประกอบการประเมินผลการทำงานของทีมพลัสฯ โดยทั้งหมดนี้ไม่เพียงช่วยให้การบริหารจัดการอาคารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ลูกค้า ผู้อยู่อาศัย ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในขั้นตอนของ Plus QC ที่สามารถตรวจสอบการทำงานของระบบวิศวกรรมในอาคาร กรณีเกิดเหตุขัดข้องหรือระบบไม่ทำงาน ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ปฏิบัติการจากส่วนกลางจะทราบและสามารถประสานแก้ไขได้ทันท่วงที และยังสามารถตรวจสอบระยะการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งหากระบบตรวจพบว่าอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะชำรุด ทางศูนย์ควบคุมจะติดต่อไปยังโครงการให้เข้าตรวจสอบอุปกรณ์ดังกล่าวก่อนที่จะเกิดเหตุขัดข้อง (Preventive Maintenance) โดยเทคโนโลยีและระบบ IoT ดังกล่าว จะยังมีการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารสำนักงานและโครงการที่พักอาศัยให้สอดรับกับยุค 5G ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีหากเกิดเหตุท่อประปาที่ฝังอยู่ในผนังอาคารเกิดแตกหรือรอยรั่ว หากเป็นสมัยก่อนอาจจะเกิดการเจาะผนังอาคารไม่ตรงกับจุดที่เสียหายจริง และทำให้ต้องเจาะใหม่จนกว่าจะพบจุดเสียหาย แต่เทคโนโลยีในอนาคตสามารถทำได้ถึงขั้นสแกนหาจุดที่เกิดเหตุได้อย่างตรงจุด ลดขั้นตอนในการทำงาน แก้ไขปัญหาด้วยระยะเวลาที่รวดเร็ว รบกวนผู้อยู่อาศัยน้อยที่สุด ซึ่งพลัสฯ เชื่อว่าเทรนด์ต่อจากนี้เทคโนโลยีจะเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่องานบริหารอาคารและความต้องการใช้พื้นที่ของบริษัทนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ได้มีการปล่อยแอปพลิเคชั่นใหม่อย่าง “Living PLUS” ที่รวมทุกเรื่องการอยู่อาศัยไว้ในแอปพลิเคชั่นเดียว เป็นแอปพลิเคชั่นพิเศษสำหรับลูกบ้านในโครงการทั่วไปที่พลัสฯ บริหาร เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ดูแลโครงการและลูกบ้าน ทั้งในการแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ข่าวสารในโครงการ การแจ้งเตือนต่างๆ อีกทั้งยังเป็นที่รวบรวมเบอร์โทรฉุกเฉินจากแต่ละหน่วยงานไว้ในที่เดียว รวมถึงยังสามารถเป็นช่องทางสื่อสารแบบเรียลไทม์ระหว่างนิติบุคคลและลูกบ้านได้ถึง 2 ภาษา โดยลูกบ้านสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Living PLUS ได้ทั้งระบบปฏิบัติการแบบแอนดรอยและไอโอเอส “อาคารชั้นนำในปัจจุบันทั้งอาคารพักอาศัยและอาคารสำนักงาน จะเป็นอาคารที่มีระบบวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้การศึกษาหาความรู้ในสิ่งใหม่ๆ ประกอบกับทักษะความเป็นมืออาชีพและความชำนาญในการบริหารจัดการอาคารที่สามารถจัดการระบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2562 พลัสฯ…

casibom