ล้วงลึกรัชดา-ห้วยขวาง รวมคาเฟ่น่านั่งพร้อมให้ไปโดน

ล้วงลึกรัชดา-ห้วยขวาง รวมคาเฟ่น่านั่งพร้อมให้ไปโดน ย่านรัชดา-ห้วยขวาง ถือได้ว่าเป็นอีกย่านที่มีความคึกคักไม่แพ้ย่านอื่น โดยเฉพาะย่านที่จัดเป็น CBD อย่างอโศก-รัชดา หรือพระราม 9 เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งความร้านอาหารและของกินอร่อยๆ แล้ว ยังเต็มไปด้วยคาเฟ่และร้านกาแฟที่แฝงตัวอยู่ตามซอกซอยให้เราไปค้นหา ยิ่งสำหรับหลายๆ ร้านแล้ว ถ้าได้รู้จักก็จะยิ่งพบว่าเป็นร้านที่น่าสนใจไม่แพ้โซนสุขุมวิทหรือสีลมเลยทีเดียว *ขอขอบคุณภาพจากร้าน Mitta X Sabaijai รัชดา-ห้วยขวาง ทำเลศักยภาพที่มี High Demand ต่อเนื่อง สิ่งที่ทำให้โซนรัชดา-ห้วยขวางมีความน่าสนใจไม่แพ้ย่านอโศก-รัชดา คือตำแหน่งของโซนรัชดา-ห้วยขวางที่ทำการเชื่อมโซนลาดพร้าว และโซนอโศกรัชดาเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมีใกล้กับสำนักงานใหญ่ที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น AIA Capital Center หรืออาคาร True Tower 1 แถมยังอยู่ไม่ไกลกับ G Tower และอาคารสำนักงานอื่นๆ ในย่านพระราม 9 อีกด้วย Mindscape Café By Bottomless ร้านดังที่ขยายสาขามาจากนนทบุรี ซึ่งร้านต้นสาขานั้นถือกำเนิดจากนักชิมกาแฟที่เริ่มชงกาแฟแก้วแรกในบ้านตนเอง จนต่อมาพัฒนาเป็นโรงคั่วเพื่อนำเข้าเมล็ดกาแฟชั้นดีจากทั่วโลก ก่อนที่จะกลายมาเป็นร้านกาแฟเล็กๆ และเติบโตเป็นสาขาแรกที่ชาวนนทบุรีไม่รู้จักไม่ได้เลยทีเดียว สำหรับที่สาขารัชดาแห่งนี้แม้จะไม่ได้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่าต้นสาขา แต่ก็มีบรรยากาศที่น่านั่ง ชวนผ่อนคลาย ในสไตล์แบบ Oasis ที่ตัดกับความเป็น Loft ภายในร้านได้อย่างลงตัว ในส่วนของเมนูก็ไว้ใจได้อย่างแน่นอน เพราะแทบจะยกทุกเมนูเด่นมาจากร้านหลัก และที่สำคัญยังมีเมนูพิเศษเฉพาะของร้านนี้ในชื่อ Cloudy, Deeper, และ Ying & Yang ที่ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร คงต้องตามไปพิสูจน์กัน 📌: MRT ห้วยขวาง ⏲: 7 AM – 6 PM*ขอขอบคุณภาพจากทางร้าน Paul Scones คาเฟ่เล็กๆ น่ารักที่บรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในหนังของ Wes Anderson แน่นอนว่าหากดูตามชื่อร้านแล้ว จุดเด่นคงหนีไม่พ้นขนมสโคน (Scone) อย่างแน่นอน แต่นอกจากสโคนแล้ว เมนูกาแฟของที่นี่ก็ดูดีไม่แพ้กัน และที่สำคัญยังมีราคาที่ไม่แพง เพราะทางร้านอยากให้ชาวสุทธิสารได้ดื่มกาแฟดีๆ ในราคาที่คุณภาพคับแก้ว ไม่ว่าจะเครื่องดื่มหรือขนมก็เรียกได้ว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน 📌: MRT สุทธิสาร ⏲: 10 AM – 5.30 PM *ขอขอบคุณภาพจากทางร้าน Big Dog Cafe “คาเฟ่หมาใหญ่ใจดี” เอาใจคนรักน้องหมา กับคาเฟ่หมาชื่อดังของย่าน ที่พิเศษกว่าน้องหมาที่ไหนๆ ตรงที่น้องหมาที่นี่ตัวใหญ่เบิ้มๆ ให้เราได้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างจุใจ ที่รอให้เราแวะไปเล่น ถ่ายรูป จนถึงป้อนขนมน้องๆ ได้ตามใจชอบ หรือใครที่เลี้ยงน้องหมาอยู่แล้ว…
Urban Forestry และ Growing City รู้จักเทรนด์เมืองสีเขียวยุคใหม่ อนาคตที่โลกมุ่งไปอย่างยั่งยืน

“Urban Forestry” และ “Growing City” รู้จักเทรนด์เมืองสีเขียวยุคใหม่ อนาคตที่โลกมุ่งไปอย่างยั่งยืน “ป่า vs เมือง” คำสองคำที่เรียกได้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามและไม่สามารถนำมารวมกันได้ เพราะเมื่อพูดถึงคำว่าป่า (Forest) หลายคนน่าจะนึกถึงระบบนิเวศน์ขนาดใหญ่ เต็มไปด้วยต้นไม้ ทุ่งหญ้า ฯลฯ ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นอย่างสมดุล ซึ่งจะต่างจากเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารที่อยู่อาศัย แม้จะมีสวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้หรือพื้นที่สีเขียวเหมือนกัน แต่ทุกสิ่งก็ถูกจัดระเบียบโดยน้ำมือของมนุษย์ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดของคำว่า “ป่าในเมืองใหญ่” (Urban Forestry) ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญ ที่เหล่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯ ต่างก็หยิบนำเอาส่วนหนึ่งมาใช้ในการสร้างและปรับปรุงโครงการที่พวกเขาดูแลอยู่อย่างจริงจัง ความหมายของ “ป่าในเมืองใหญ่” (Urban Forestry) ที่เป็นมากกว่าแค่พื้นที่สีเขียว แนวคิดของคำว่าป่าในเมืองใหญ่นั้น หากเราจะหยิบเอาหลักวิชาการมานิยามแล้วล่ะก็ ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการศึกษาและระบุเอาไว้ว่า “Urban Forestry” มีความหมายว่าด้วยการจัดการต้นไม้ในเมืองอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในเมืองเป็นหลัก เช่น การควบคุมมลพิษทางอากาศ การควบคุมมลพิษทางเสียง และลดก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านทัศนียภาพและเป็นพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของผู้อยู่อาศัย ยิ่งในปี 2021 ที่ไม่ว่าใครต่างก็พูดถึงเรื่องของภาวะโลกร้อน ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภาวะฝุ่นควัน PM 2.5 หรือโรคระบาดที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงเริ่มที่จะพยายามปรับตัวและหันหน้าเข้าสุ่ความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งนอกจากการเรียกร้องเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก การลดคาร์บอนฟุตปริ๊นท์ของธุรกิจเอกชน ฯลฯ แล้วนั้น การปรับวิถีชีวิตในแนวทางของการสร้างป่าในเมืองใหญ่มากขึ้นจึงเป็นวิธีคิดที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ขอบคุณภาพจาก นิตยสารบ้านและสวน ป่าในเมืองใหญ่ (Urban Forestry) กับการพลิกแนวคิดของการดีไซน์คอนโดมิเนียม แม้ว่าโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งมีลักษณะเป็นตึกที่อยู่อาศัยแนวตั้งนั้น จะห่างไกลจากคำว่าป่าไม้ในเมืองอยู่มาก แต่ในปัจจุบันได้มีหลากหลายโครงการที่เลือกนำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการดีไซน์ที่อยู่อาศัยยุคใหม่มากขึ้น โดยอาจจะหยิบยกเอาจุดเด่นบางอย่างจากแนวคิดมาใช้ เช่น – การวางระบบนิเวศบริเวณรอบนอกของโครงการคอนโดมิเนียมให้คล้ายคลึงกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือแหล่งน้ำ ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง – มีการเลือกปลูกต้นไม้ใหญ่โดยรอบโครงการ รวมไปถึงมีการจัดวางพื้นที่สีเขียวแซมอยู่เป็นระยะไม่ว่าจะเป็นบนตัวอาคาร บนสวนที่อยู่บนดาดฟ้า ฯลฯ เพื่อช่วยลดความร้อนของแสงแดด – มีการจัดวางต้นไม้ต่างๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่ไม้ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก อาจมีการจัดวางต้นหญ้าคลุมดิน โดยที่อาจจะมีการปล่อยให้ต้นไม้ต่างๆ มีการเติบโตด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงไม่ต้องตัดแต่งมากจนเกินไป ภาพจากโครงการ mori HAUS สนใจเช่า คลิก | สนใจซื้อ คลิกหนึ่งในตัวอย่างของโครงการคอนโดมิเนียมที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับป่าในเมืองใหญ่ ก็ต้องพูดถึงโครงการที่มีลักษณะ Low rise ซึ่งมีอาคารไม่สูงมากนักอย่าง โมริ เฮ้าส์ (mori HAUS) จากแสนสิริ ที่เน้นจุดเด่นด้านพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ สวนหย่อมโดยรอบสระว่ายน้ำซึ่งจำลองบรรยากาศให้ดูร่มรื่นและให้อารมณ์ราวกับทะเลสาปในธรรมชาติมากกว่าสระจำลองที่มนุษย์สร้างขึ้น นอกจากนี้ยังออกแบบงานดีไซน์ของตัวโครงการในภาพรวมให้สะท้อนลักษณะทางธรรมชาติ โดยเปรียบอาคารคอนโดมิเนียมทั้งสองหลังเป็นภูเขา และสวนนี้เป็นดังผืนป่าและผืนน้ำที่แทรกอยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูก ภาพจากโครงการ kawa HAUS สนใจเช่า คลิก | สนใจซื้อ คลิก ส่วนอีกโครงการที่เลือกใช้แนวคิดป่าในเมืองใหญ่อย่าง คาวะ…
ส่อง 5 คอนโดทองหล่อจากแสนสิริ ที่น่าอยู่และน่าลงทุน

ย่านทองหล่อยังคงเป็นทำเลในฝันที่ครองใจชาวกรุงฯ มาอย่างยาวนาน เพราะแวดล้อมไปด้วยแหล่งคอมมูนิตี้ที่ครบครัน เป็นย่านที่มีศักยภาพสูงอันดับต้นๆ ในกรุงเทพฯ และมีราคาที่ดินสูงขึ้นตลอดเวลา จึงทำให้มีโครงการคอนโดทองหล่อระดับพรีเมี่ยมเข้ามาจับจองพื้นที่ย่านนี้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทางแสนสิริเองก็ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่ได้เข้ามาพัฒนาคอนโดหรูชั้นนำในย่านทองหล่อ ดังนั้นเมื่อพูดถึงคอนโดในย่านนี้ โครงการจากแสนสิริจึงเป็นโครงการที่หลายคนมักจะนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในวันนี้พลัสฯ จึงขอพาทุกคนมาส่องดู 5 คอนโดทองหล่อที่เป็นคอนโดพร้อมอยู่และน่าลงทุนจากแสนสิริกันครับ 1. KHUN by YOO เริ่มต้นกันจากโครงการ Sansiri Luxury Collection รวบรวมเอาความเป็นที่สุด 4 สิ่ง อันได้แก่ YOOStudio แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพครบครัน, Philippe Starck ดีไซนเนอร์ผู้เข้ามาออกแบบโครงการ ทั้งด้านสไตล์และฟังก์ชัน, ทองหล่อ ทำเลทองย่านที่ไม่เคยหลับใหล และสุดท้ายก็คือแสนสิริ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย จึงทำให้คอนโด KHUN by YOO ถูกตีความออกมาอย่างโดดเด่นผ่านงานสถาปัตยกรรมในรูปแบบ Industrial Heritage นำเสนอบรรยากาศความดิบและไลฟ์สไตล์ที่หรูหราเสมือนนิยามของย่านทองหล่อ ผ่านการเลือกใช้สีส้ม วัสดุหินอ่อน และคอนกรีตเปลือยผสมผสานกับการออกแบบที่หรูหรา เพื่อให้ตรงกับความเป็นทองหล่อในมุมมองของนักออกแบบระดับโลก นอกจากนี้สำหรับผู้หลงใหลในด้านศิลปะและดีไซน์ก็จะได้อิ่มเอมไปกับสภาพแวดล้อมที่เติมไปด้วยผลงานที่ผ่านการดีไซน์ทั้งจาก Philippe Starck และอื่นๆ เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่ทำให้เราได้ดื่มด่ำกับงานศิลปะและออกแบบอย่างเต็มอิ่ม KHUN by YOO ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา ชื่อโครงการ KHUN by YOO เจ้าของโครงการ แสนสิริ & บีทีเอส เนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ จำนวนอาคาร 1 จำนวนชั้น 27 ชั้น จำนวนห้อง 148 ยูนิต ลักษณะห้องและขนาดห้อง 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ: 41.50 – 49.75 ตร.ม. 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ: 53.50 ตร.ม. 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ: 82 – 97.75 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ: 139.25 – 179.75 ตร.ม. Penthouse: 294 – 302.75 ตร.ม. ที่จอดรถทั้งหมด (%) 102% สถานะ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ ราคาซื้อโดยเฉลี่ย เริ่มต้น 13.9 ล้านบาท โดยประมาณ…
เที่ยวทิพย์เมืองนอกกันไหม? รวมคลิป Walking Tour ดีต่อใจ เหมือนได้ไปสถานที่จริง

ในช่วงที่สถานการณ์ covid-19 กำลังน่าเป็นห่วงแบบนี้ คงยากที่จะได้ไปเที่ยวเมืองนอกในเร็ววัน แต่ถ้ายิ่งอยู่บ้านแล้วใจยิ่งโหยหาการเที่ยวล่ะก็ เราขอแนะนำคลิปวีดีโอ Walking Tour คลิปเที่ยวแนวใหม่ ที่จะพาเราไปรู้จักกับสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องขยับเท้าไปไหน Walking Tour คืออะไร Walking Tour คือคลิปวีดีโอที่พาไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ยอดนิยม หรือที่ที่เราอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งที่แตกต่างจากคลิปท่องเที่ยว คือคลิป Walking Tour จะเป็นแบบไม่ตัดต่อ ไม่มีเสียงคนบรรยาย หรือพิธีกร หรือดนตรีประกอบ แต่จะเป็นเสียงและบรรยากาศจากสถานที่จริงที่เราจะเห็นไปพร้อมๆ กับเจ้าของช่อง รวมถึงเสียงผู้คนคุยกันเวลาเดินผ่าน เสียงร้านค้าประกาศข้อมูลต่างๆ สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คลิป Walking Tour รู้สึกสมจริง และเป็นที่นิยมในขณะนี้ โดยวันนี้พลัสฯ จะมาแนะนำช่องที่น่าสนใจ พร้อมรายละเอียดคร่าวๆ ของแต่ละช่องกันครับ ว่าแล้วก็ตามมากันเลยครับ ประโยชน์ของคลิปวีดีโอ Walking Tour – เพิ่มเป้าหมายในการวางแผนเที่ยวในยามที่สถานการณ์ดีขึ้น – สร้างแรงจูงใจในการทำงาน และแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากสถานที่ๆ เราไม่เคยเห็นมาก่อน – ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดผ่านบรรยากาศแบบ Ambience ของสถานที่นั้นๆ – สามารถเปิดคลอไปกับเวลาที่ต้อง Work from Home ได้โดยไม่ทำให้เสียสมาธิ Tokyo Shibuya Night หนึ่งในหมุดหมายสำหรับชาวไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด คือย่าน Shibuya ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพราะในย่านนี้ เต็มไปด้วยแหล่งช้อปปิ้ง และแฟชั่นล้ำสมัยมากมาย ยังไม่รวมถึงถนนหนทางที่เป็นระเบียบเรียบร้อย รายล้อมไปด้วยคาเฟ่สวยๆ และจุดแลนด์มาร์กที่น่าสนใจอย่างห้างสรรพสินค้า Shibuya 109 หรือรูปปั้นเจ้าหมาฮาจิโกะ และภาพจำที่สำคัญของคนรักญี่ปุ่นคงจะหนีไม่พ้นการข้ามถนนที่บริเวณห้าแยกชิบุย่า ช่อง Rambalac นี้จะพาไปย้อนความตื่นเต้นเหล่านั้นอีกครั้ง ผ่านแลนด์มาร์กต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี ผ่านคลิปวีดีโอแบบไม่ตัดต่อ ไม่มีเสียงคนบรรยา หรือดนตรีประกอบ เสมือนว่าเรากำลังเดินด้วยตนเอง ตามไหล่ทางก็ได้ยินชาวญี่ปุ่นพูดคุยกัน รวมถึงเสียงตามสายแจ้งข้อมูลต่างๆ ที่ช่วยแก้คิดถึงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว Berlin, Germany Walking Tour ชมตึกรามบ้านช่องสวยๆ ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีไปกับช่อง BookingHunter หนึ่งในเมืองหลวงที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก กรุงเบอร์ลินนับเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเยอรมนี และยังมีประชากรอยู่อาศัยเยอะที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นเมืองยอดฮิตในหมู่ของประชากรในสหภาพยุโรปอีกด้วย ในอดีต หลังการถูกยึดครองจากประเทศที่ได้รับชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เบอร์ลินถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ระหว่างเบอร์ลินตะวันออก และเบอร์ลินตะวันตก โดยมีพรมแดนกั้นเป็นกำแพงเบอร์ลิน ก่อนที่กำแพงดังกล่าวจะถูกยุบในปี 1990 ส่งผลให้เบอร์ลินกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ในคลิปวีดีโอนี้…
How-to แยกขยะจากอาหารเดลิเวอรี: คู่มือฉบับคนยุคใหม่

ในคนไทยหนึ่งคน ค่าเฉลี่ยพบว่ามีการทิ้งขยะวันละ 1.15 กิโลกรัม สมมติว่าในคอนโดเฉลี่ยห้องนึงมีผู้พักอาศัย 2 คน นั่นหมายความว่า 1 ห้องจะทิ้งขยะประมาณ 2.3 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งพบว่ามีคอนโดมิเนียมที่จดทะเบียนทั่วประเทศ รวมแล้วมีห้องพักมากถึง 898,922 ยูนิต หากนำไปคำนวนแล้วจะพบว่า ใน 1วัน ชาวคอนโดจะทิ้งขยะประมาน 2,276,982 กิโลกรัมเลยทีเดียว! การที่เราทิ้งขยะทุกประเภทรวมกันโดยไม่แยกนั้น จะทำให้ขยะที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ และขยะที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ถูกทิ้งรวมไปกับขยะเปียกทั้งหมด และอาจจะไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้อีก ส่วนที่อันตรายมากก็คือขยะที่เป็นสารพิษ พวกบรรจุภัณฑ์สารเคมี กระป๋องยาฉีดกันยุง พวกหลอดไฟซึ่งมีสารเคมีฉาบไว้ ถ่านไฟฉาย ถ้าเอาทิ้งไปรวมกับขยะอื่นโดยที่ไม่แยก สารเคมีก็จะไหลลงสู่พื้นดิน ถ้าถูกเผาก็จะเป็นก๊าซพิษลอยขึ้นไปในอากาศ หรือถ้าถูกฝัง ก็จะทำให้เกิดก๊าซพิษลอยขึ้นไปในอากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อนด้วย และยิ่งในยุคนี้ หน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง จำเป็นต้องมีการแยกขยะทิ้งอย่างถูกวิธี เพื่อการกำจัดที่ถูกต้องและไม่แพร่กระจายเชื้อต่ออีกด้วย เริ่มแยกขยะได้ง่ายๆ ที่ตัวเรา วิธีเริ่มแยกขยะสำหรับชาวคอนโดนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถึงพื้นที่ห้องจะเล็กแต่เราก็จัดสรรได้ เรามาดูกันว่าวิธีแยกขยะให้เกิดประโยชน์ต้องเริ่มต้นอย่างไร 1. จัดพื้นที่ในห้องสำหรับทิ้งขยะ สำหรับคนที่อยู่อาศัยในคอนโดซึ่งมีพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ไม่อยากเตรียมพื้นที่สำหรับแยกขยะ แต่เรามีทริคที่ให้ทุกคนทำตามได้ คือ เราอาจจะซื้อกล่องพลาสติกมาซ้อนต่อกันหรือจะหาเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบในรูปเพิ่มความสวยงามภายในห้อง เพื่อแยกขวดพลาสติก กระดาษหนังสือ รวมทั้งหลอดไฟหรือวัตถุอันตรายอื่นๆ แถมยังทำให้มีพื้นที่มากขึ้นอีก จะเอาไว้เก็บของอย่างอื่นด้วยก็ได้ หรือใครมีตู้ลิ้นชักว่างจะซื้อกล่องหรือถังมาแบ่งพื้นที่ภายในลิ้นชักเพื่อแยกขยะได้ สะดวกแถมไม่เปลืองพื้นที่เพิ่มช่วยหลบสายตาในการเห็นขยะด้วย 2. แยกประเภทของขยะที่แยกได้ง่ายๆ ฉบับคนอยู่คอนโด ขยะรีไซเคิล ขยะแห้ง รีไซเคิล คือการ นำกลับมาใช้ใหม่ ดังนั้นขยะรีไซเคิลก็คือขยะที่เราทิ้งไปแล้วสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำอีกครั้งได้ ไม่ใช่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ขยะรีไซเคิลมีอะไรบ้าง : ขวดพลาสติก, ถุงพลาสติก, ขวดแก้ว, กระป๋อง, กล่องกระดาษ, กระดาษ ก่อนทิ้งควรจะ: ทำความสะอาดก่อนคัดแยกขยะทิ้ง เพื่อง่ายในการจัดการต่อ เช่น เทน้ำที่เหลือและล้างออกด้วยน้ำเปล่า, นมกล่องดื่มหมดแล้วก่อนทิ้งก็ควรผ่าล้างทำความสะอาด ขยะทั่วไป ขยะประเภทนี้มักจะย่อยสลายไม่ได้ มีลักษณะย่อยสลายยากแต่ไม่เป็นพิษและไม่คุ้มค่าต่อการรีไซเคิล จำเป็นต้องหาวิธีกำจัดอย่างถูกวิธี ขยะทั่วไปมีอะไรบ้าง : ซองขนม กล่องโฟม ถุงพลาสติก ภาชนะปนเปื้อนอาหาร กระดาษชานอ้อย ขยะอินทรีย์ ขยะเปียก คือ ขยะที่เน่าเสียและย่อยสลายได้เร็ว อะไรบ้างที่เป็นขยะอินทรีย์: เศษอาหาร เปลือกผลไม้ เศษผัก เนื้อสัตว์ เศษใบไม้แห้ง ก่อนทิ้งก่อนทิ้งควรจะ: สำหรับเศษอาหาร ให้แยกส่วนที่เป็นน้ำ ทิ้งลงอ่างล้างจานก่อน ส่วนน้ำมันทอดอาหาร ควรรอให้เย็นตัวลงและเทใส่ขวดพลาสติกแยกลงในถังขยะประโยชน์จากการแยกขยะ: นำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ใส่ต้นไม้ แปลงผักสวนครัว ขยะอันตราย คือ ขยะที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อนวัตถุอันตรายชนิดต่างๆ อะไรบ้างที่เป็นขยะอันตราย: ถ่านไฟฉาย, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, ยาหมดอายุ, วัตถุไวไฟ, กระป๋องเสปรย์ ขยะติดเชื้อ คือ สิ่งที่สัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็น น้ำมูก น้ำลาย เลือด…
มากกว่าการบริหารโครงการนิติบุคคล คือ ดูแลอย่างไรให้คงความสวยงาม ปลอดภัย เพิ่มมูลค่า

สิ่งสำคัญที่นอกเหนือจากการดูแลลูกบ้านให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัวแล้ว ความปลอดภัยของลูกบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน การบริการลูกบ้านอย่างครอบคลุมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกบ้านรู้สึกปลอดภัย และคลายกังวลใจ เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารโครงการนิติบุคคลคอนโด นิติบุคคลหมู่บ้าน ต้องใส่ใจเช่นกัน ซึ่งความปลอดภัยในที่นี้หมายรวมถึง การดูแลซ่อมแซมด้านกายภาพ และระบบของโครงการ ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในหน้าที่ และความรับผิดชอบของนิติบุุคคลอาคารชุด ต้องดูแลซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุด เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ลูกบ้าน เสริมภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มมูลค่าให้แก่โครงการที่พักอาศัย ความสำคัญของการดูแลรักษาด้านกายภาพและระบบต่างๆ ในโครงการ การดูแลรักษาและซ่อมบำรุงโครงการที่พักอาศัยมีทั้งการดูแลด้านกายภาพ และด้านระบบวิศวกรรม สำหรับการดูแลโครงการด้านกายภาพนั้น เป็นการดูแลอาคาร พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น สระว่ายน้ำ ห้องโถงส่วนกลาง เป็นต้น เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ดี และพร้อมใช้งาน การดูแลด้านระบบวิศวกรรม เป็นการตรวจเช็คอายุการใช้งาน ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ และความพร้อมของระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์อันตราย ทั้งระบบเครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump) ระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย ระบบควบคุมปั๊มน้ำ เป็นต้น การตรวจเช็คสภาพการใช้งานของอุปกรณ์นี้ นอกจากจะทำให้เรามั่นใจว่าอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมใช้งานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้ว การหมั่นตรวจเช็คอุปกรณ์ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงอีกด้วย เพราะการตรวจเช็คอุปกรณ์เป็นหนึ่งในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ Preventive Maintenance ซึ่งเป็นการวางแผนซ่อมบำรุงอุปกรณ์เป็นประจำ สม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น เริ่มต้นที่วางแผน…เพื่อความปลอดภัยของลูกบ้านฯ การบริหารจัดการนิติบุคคลคอนโด นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลหมู่บ้าน โดยทีมงาน Plus Living Management นั้น หลังจากรับมอบโครงการที่พักอาศัยให้พลัสฯ ได้เข้ามาบริหารแล้ว พลัสฯ จำเป็นต้องวางแผนการทำงานกับทีม เพื่อให้เข้าใจถึงสภาพแวดล้อม โครงสร้างภายใน กฎระเบียบของโครงการนั้น ๆ เพื่อที่จะสามารถดูแลลูกบ้านได้อย่างดีที่สุด ในโครงการที่มีผู้บริหารโครงการเดิมมาก่อนหน้า นอกจากการตรวจสอบงานเชิงระบบวิศวกรรมแล้ว พลัสฯ ได้ตรวจเช็คความเรียบร้อยด้านกายภาพของโครงการเพื่อหาจุดหรือที่พื้นที่ที่ทรุดโทรม และต้องการการซ่อมบำรุง หากมีจุดที่ชำรุด ทรุดโทรม ไม่สวยงาม พลัสฯ จะหาแนวทางการแก้ไข และรีบดำเนินการซ่อมแซมอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่ออำนวยความมสะดวกสบายให้ลูกบ้าน และให้ลูกบ้านอยู่ในโครงการอย่างปลอดภัย ตัวอย่างการจัดการด้านกายภาพ ก่อน-หลัง ที่พลัสฯ เข้าดูแลบริหารจัดการ #กระเบื้องแตกเราซ่อมได้ หนึ่งในตัวอย่างพื้นที่พื้นที่ที่ชำรุดเสียหาย กระเบื้องโก่งตัวมากกว่า 10 ชั้น หากไม่มีการซ่อมแซมจะเกิดอันตรายแก่ผู้พักอาศัยได้ ภายหลังจากการตรวจสอบแล้ว พลัสฯ รีบดำเนินการซ่อมแซมทันทีหลังจากที่ได้เข้าไปบริหารโครงการ #เปลี่ยนสระเขียวเป็นสระใส สระว่ายน้ำถือเป็นพื้นที่ที่พลัสฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ลูกบ้านต้องการใช้งาน ทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด และยังเป็นการออกกำลังกายที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกาย ก่อนหน้าที่พลัสฯ ได้เข้าไปบริหาร สระว่ายน้ำขาดการบำรุงรักษาจนทำให้น้ำขุ่น สกปรก ไม่น่าใช้งาน และยังทำให้มูลค่าโครงการลดลงอีกด้วย พลัสฯ จึงดำเนินการล้างสระ ทำความสะอาดตะไคร่น้ำ เติมสารคลอรีนเพื่อกำจัดสารปนเปื่อนในสระว่ายน้ำ และกำจัดกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ แปลงโฉมสระว่ายน้ำจนกลายเป็นสระสีใส น่าเล่นน้ำ สวยงามดังเดิม #สวนสวยน่าเดิน การเปลี่ยนมุมเพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนทัศนียภาพได้เช่นกัน เดิมไม้ถูพื้น และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ พิงไว้บริเวณสวน ซึ่งทำให้เสียภาพลักษณ์ พลัสฯ ได้นำอุปกรณ์ทำความสะอาดไปเก็บไว้บริเวณที่อับสายตา ทำให้สวนกลับมาน่ามองอีกครั้ง…
ส่องแลนด์มาร์คดังทองหล่อ รวมจุดเช็คอินบรรยากาศดีต้องไปเก็บ

ในการที่เราจะเลือกอยู่อาศัยในย่านใดย่านหนึ่งนั้น แน่นอนว่าทำเลเป็นเรื่องที่มาก่อนสิ่งอื่นใด เพื่อให้สอดคล้องกับความใกล้ของที่ทำงาน หรือสถานศึกษา อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลย คือเรื่องของไลฟ์สไตล์ย่านนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานบันเทิงสำหรับสาย Chill Out กับเพื่อนฝูง, คาเฟ่เด็ดๆ ที่เหมาะกับ Coffee Person, ร้านอาหารที่ตัวเลือกหลากหลายจากนานาชาติ หรือว่าจะเป็น Community Mall ที่เพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ให้เราได้ใช้ชีวิตเต็มที่ไม่ต้องออกไปที่ไหนไกล และทั้งหมดที่กล่าวมานั้น หากไม่พูดถึง ทองหล่อ ก็คงจะไม่ได้จริงๆ เพราะนอกจากจะเป็นทำเลเป็นใจกลางเมืองบนถนนเส้นหลักของสุขุมวิทที่ติดกับรถไฟฟ้า BTS แล้ว ในย่านยังรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร, คาเฟ่, ศูนย์การค้าและสถานบันเทิงผับบาร์ในยามค่ำคืน วันนี้เราจะพาไปส่องแลนด์มาร์คที่สำคัญในย่านทองหล่อกัน ว่าจะมีที่ไหนน่าสนใจบ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจ หากว่าวันนึงเราอยากจะเช่าคอนโด หรือเป็นเจ้าของคอนโดทองหล่อสักแห่ง The Commons Thonglor Community Mall ที่แม้ไม่ได้เปิดใหม่ แต่ชาวทองหล่อคุ้นเคยกันดี The Commons Thonglor ตั้งอยู่ที่ทองหล่อ ซอย 17 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00-00:00น. ที่นี่รวบรวมทั้งร้านอาหาร, คาเฟ่ ร้านค้าที่น่าสนใจ รวมถึงร้านเสริมสวย สำหรับในโซนร้านอาหารนั้น สามารถนั่งชิลได้จนถึงตอนกลางคืน เรียกได้ว่าจบได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน นอกจากนี้ในพื้นที่ยังมี common space ที่สามารถจูงน้องหมามานั่งทำงาน หรือนัดเมาท์มอยกับเพื่อนๆ ได้ตามสะดวก Roast หนึ่งในร้านที่ขาประจำต้องแวะมาเช็คอิน คือ Roast at theCOMMONS Thonglor เป็นร้านอาหารทัจัดเต็มทั้งของคาวและหวาน กับหลากหลายรูปแบบเมนู ไม่ว่าจะเป็น Breakfast, Brunch รวมถึงของหวานและเครื่องดื่มก็มีครบไม่ขาด ไม่ว่าจะทานเล่นหรือมาฝากท้องก็เอาอยู่อย่างแน่นอน หนึ่งในเมนูแนะนำสุด Healthy ที่เราอยากให้ลอง Smashed Avocado เสริฟบนขนมปัง Rye โฮเมดที่มีความหอมเฉพาะตัว ทานคู่กับน้ำสลัด Balsamic สูตรเฉพาะของทางร้าน และผักสลัดที่กรอบ สดใหม่ บอกได้เลยว่าเหมาะกับทั้งสายกินและสายสุขภาพจริงๆ Roots มาต่อกันที่ Roots at the COMMONS Thonglor ร้านคาเฟ่แบบ Specialty Coffee ที่คอกาแฟจะต้องรู้จัก เพราะด้วยคอนเซปต์ของร้านและคุณภาพของกาแฟที่ไว้ใจได้ โดยร้านใช้เมล็ดกาแฟช่างเปา จากหมู่บ้านเลอตอโกร จังหวัดตาก มีเมนูแนะนำในช่วง Summer กับด้วยเมนูคลายร้อนอย่าง Miang Kham Cold Brew โดยที่มีรสชาติของเมี่ยงคำมาปรุงใหม่เป็นซีรัป ผสมกับกาแฟ Cold brew และใส่น้ำมะพร้าวสดเพื่อเพิ่มความหอมหวาน เชื่อมรสชาติทุกอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว แถมปากแก้วยังประดับด้วยมะพร้าวอบกรอบ และถั่วลิสงคั่วที่ช่วยเพิ่มกลิ่นอายของเมี่ยงคำได้อย่างนุ่มละมุน J Avenue J Avenue นับเป็น Community Mall ย่านทองหล่อที่คนผ่านไปผ่านมามักคุ้นเคยกันดี แม้จะอยู่มานาน แต่ก็ครบครันทุกสิ่งอย่างไว้ด้วยกัน J Avenue ตั้งอยู่ที่ทองหล่อ ซอย 15 ใกล้กับคอนโดมิเนียมชั้นนำหลายแห่ง โดยที่ J Avenue เป็นศูนย์การค้าแบบเปิด 4 ชั้น ภายใน J Avenue มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต, ธนาคาร, คลินิกความงาม,อคาเฟ่และร้านอาหาร ที่ตอบสนองคนในย่านอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้บริเวณชั้น…
พลัสฯ ชวนรู้ก่อนทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด

หลายคนที่กำลังวางแผนขายคอนโดติดรถไฟฟ้าหรือคอนโดพร้อมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทราบหรือไม่ครับว่าหนึ่งในขั้นตอนสำคัญที่ผู้ขายคอนโดมือสองจะต้องรู้ นั่นคือการทำสัญญาระหว่างกัน ซึ่งหลังจากที่มีการตกลงเรื่องต่างๆ แล้ว ก็จำเป็นจะต้องนัดหมายเพื่อทำหนังสือสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างกัน โดยเราจะเรียกสัญญานี้ว่า “สัญญาจะซื้อจะขายคอนโด” เพื่อทำข้อตกลงระหว่างกัน ดังนั้นในบทความนี้พลัสฯ จะขอพาทุกคนมารู้จักหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย ความแตกต่างระหว่างหนังสือสัญญาซื้อขาย ลักษณะหนังสือสัญญาที่ดีประกอบด้วยอะไรบ้าง หากมีการผิดสัญญาควรทำอย่างไรดี และขั้นตอนต่อไปหลังจากทำมีทำสัญญาเสร็จจะต้องทำอะไรบ้าง มาทราบรายละเอียดพร้อมกันเลยครับ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโด คืออะไร? ปกติแล้วการซื้อขายคอนโดระหว่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับบุคคลทั่วไป บริษัทจะเป็นผู้ทำสัญญาและเราในฐานะผู้ซื้อก็จะทำการตรวจสอบความถูกต้องของสัญญา และอาจต่อรองได้ในบางกรณี แต่สำหรับการซื้อขายคอนโดพร้อมอยู่มือสองนั้น การทำสัญญาคือการตกลงความพึงพอใจระหว่างบุคคลของผู้ซื้อและผู้ขายจึงจะมีความซับซ้อนในด้านรายละเอียดมากกว่า และจัดทำขึ้นเพื่อให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเป็นการตกลงว่า ’จะ’ มีการดำเนินการซื้อ-ขายในคอนโดหรือสินทรัพย์ตามที่ระบุทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องปฏิบัติตามข้อความในสัญญา หากมีการละเมิดหรือละเลยก็สามารถนำเอกสารนี้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีได้ กล่าวได้ว่าการทำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายนับว่าเป็นการป้องกันสิทธิ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจากผู้ซื้อจะต้องแสดงเจตนาว่าจะซื้อผ่านการวางเงินมัดจำเพื่อประกันไว้ และมีการโอนกรรมสิทธิ์ในภายหน้าระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อเบี้ยวในการไม่จ่ายราคาสินทรัพย์หรือไม่ยอมรับโอน ในขณะเดียวกันผู้ขายคอนโดก็จะต้องแสดงเจตนาว่าจะไม่ขายคอนโดแห่งนี้ให้บุคคลอื่นในช่วงเวลาที่ระบุในสัญญาอีกด้วย อย่างไรก็ตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดเป็นเพียงข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งจะแตกต่างหนังสือสัญญาซื้อขาย เพราะหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายนั้นจะมีการระบุข้อความที่กล่าวถึงการโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหน้าในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งหากภายในไม่มีการระบุข้อความนี้ก็จะกลายเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายที่จะต้องมีการยื่นจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ หนังสือสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดที่ดีควรมีรายละเอียดอะไรบ้าง? จากที่ได้กล่าวไปในเบื้องต้นแล้วนะครับ ว่าหนังสือสัญญาฉบับนี้ก็มีผลเกี่ยวข้องทางกฎหมาย ดังนั้นการร่างสัญญาควรจะมีความละเอียด ไม่ใช้ภาษาที่กำกวม ไม่มีช่องโหว่ทางกฎหมาย ครอบคลุมการซื้อและการขายในทุกแง่มุม โดยเราสามารถระบุรายละเอียดภายในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายได้ดังต่อไปนี้ รายละเอียดการจัดทำสัญญา: จะต้องมีการระบุวันที่และสถานที่ในการจัดทำสัญญา เพราะหากไม่มีการระบุวันที่เริ่มต้นสัญญาก็จะถือว่าไม่มีผลบังคับใช้และถือเป็นโมฆะ รายละเอียดของผู้ซื้อและผู้ขาย: จะต้องมีการระบุผู้ซื้อผู้ขายให้ชัดเจน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวประชาชน และจะต้องแนบสำเนาบัตรประชาชนของคู่สัญญาในสัญญาฉบับนี้ด้วย รายละเอียดของสินทรัพย์: จำเป็นต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นสินทรัพย์แบบใด เลขที่ตั้ง เลขที่บ้าน เนื้อที่ เลขที่โฉนด แผนผังแสดงที่ตั้งบนชั้นของอาคาร โดยสามารถดูรายละเอียดทั้งหมดได้จากหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด (อช.2) นอกจากนั้นหากเป็นการขายพร้อมข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องก็จำเป็นจะต้องระบุในครบถ้วนเช่นกัน ราคาของสินทรัพย์และวิธีการชำระเงิน: จำเป็นจะต้องแจ้งราคาของสินทรัพย์และวิธีการชำระให้แน่ชัด หากมีการชำระเงินแบบมัดจำก็จะต้องระบุวันที่ในการชำระส่วนที่เหลือให้ครบถ้วน รายละเอียดการโอนกรรมสิทธิ์: การกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ถือเป็นสาระสำคัญที่ขาดไม่ได้ในหนังสือจะซื้อจะขาย คู่สัญญาจะต้องตกลงกันว่าจะดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในวันใดหรือระยะเวลาใดนับตั้งแต่วันทำสัญญา ระบุสถานที่สำนักงานที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ภายหลัง และรวมถึงเงื่อนไขการชำระค่าธรรมเนียมการโอนและภาษี ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหรือรับผิดชอบรวมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในการยกเลิกสัญญา การส่งมอบห้องชุด: ระบุวันหรือระยะเวลาในการที่ผู้ขายจะทำการส่งมอบห้องชุด เงื่อนไขและรายละเอียดอื่นๆ ตามตกลง: อาจมีการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ห้ามโอนชื่อและกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อไปให้บุคคลอื่น ในระยะเวลาสัญญาเพื่อป้องกันการนำสินทรัพย์ไปขายต่อ การระบุเงื่อนไขกรณีผู้ซื้อกู้ไม่ผ่านจะดำเนินการอย่างไร หรือการคิดดอกเบี้ยหากมีการชำระเงินล่าช้ากว่ากำหนด ตลอดจนการเลื่อนหรือผ่อนผันเวลา การผิดสัญญาและระงับสัญญา: มีการระบุอย่างชัดเจนว่าถ้าผู้ซื้อและผู้ขายละเมิดข้อตกลงจะต้องดำเนินการอย่างไร และแนวทางการระงับสัญญา การลงลายมือชื่อ: คู่สัญญาทั้งสองจะต้องการลงลายมือชื่อ เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องร้อง และมีการลงลายมือชื่อของพยานในการทำสัญญาอีก 2 คน สำหรับตัวอย่างหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย สามารถ ดาวน์โหลดได้ที่นี่ เมื่อผิดสัญญาจะต้องทำอย่างไร? เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดสัญญาขึ้น ก็สามารถดำเนินการตามที่หนังสือสัญญาระบุได้ทันที โดยจะแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณีผู้ซื้อทำผิดสัญญา: ไม่ว่าจะเป็นการโอนสิทธิ์ให้บุคคลที่สาม ไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ และไม่ชำระเงินตามระบุหรือชำระเพียงกึ่งหนึ่ง ผู้ขายมีสิทธิ์ในการริบเงินมัดจำนั้นได้และสามารถนำหนังสือสัญญาฉบับนี้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีได้เช่นกัน กรณีผู้ขายทำผิดสัญญา: อาจมีการเปลี่ยนใจไม่ขายสินทรัพย์นี้ให้กับคนซื้อ ไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งผู้ขายสามารถคืนเงินมัดจำได้เพื่อยกเลิกสัญญา หรือหากในสัญญาระบุให้ต้องเสียค่าชดเชยก็จะต้องชำระเงินในส่วนนี้ ตลอดจนการนำไปฟ้องร้องบังคับคดีได้ เตรียมตัวอย่างไรในช่วงทำสัญญาก่อนถึงวันโอน ก่อนอื่นเลย ทางพลัสฯ ก็ขอแสดงความยินดีกับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายด้วยนะครับ เชื่อว่าหลายท่านก็คงตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยที่จะได้เข้าไปพักอาศัย หรือเป็นเจ้าของคอนโดนั้นๆ รวมถึงผู้ขายคอนโดที่จะได้ขายตามที่ต้องการ อย่างไรก็ดีในช่วงระหว่างที่จะทำสัญญานี้ ควรจะเริ่มจัดเตรียมเอกสารต่างๆ…
มีอะไรใน T77 Community? ศูนย์รวมไลฟ์ไตล์ที่ฮอตฮิตของชาวสุขุมวิท

เมื่อพูดถึงการใช้ชีวิตในเมือง หลายคนอาจนึกไปถึงการได้อาศัยอยู่บนทำเลเส้นหลักที่ใกล้ หรือติดรถไฟฟ้า เต็มไปด้วยความพลุกพล่านของผู้คนและแสงสีที่ไม่เคยหลับใหล แต่ในพื้นที่กลางกรุงของสุขุมวิทแห่งนี้ ยังมีชุมชนอันสงบร่มรื่น รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก บนทำเลที่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าและทางด่วน และแม้ชุมชนนี้จะตั้งอยู่มาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว ก็ยังได้มีกระแสตอบรับในการอยู่อาศัยไม่เสื่อมคลาย เห็นได้ชัดจากยอดซื้อคอนโดมิเนียมที่ Sold Out ทุกแห่ง ชุมชนที่ว่านี้คือ T77 Community แหล่งไลฟ์สไตล์คุณภาพจากแสนสิริ T77 คืออะไร? คำว่า T77 มาจากคำว่า Town 77 หรือชื่อเต็มๆ ว่า Sansiri Town Sukhumvit 77 ซึ่งเป็น Mega Project จากแสนสิริ ที่มีความฝัน และความตั้งใจ ในการพัฒนาทำเลสุขุมวิท 77 ให้เป็น Hub แห่งการอยู่อาศัย เปรียบได้กับเมืองต้นแบบแห่งอนาคต ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองว่าทองหล่อและโซนอื่นๆ ในสุขุมวิทกำลังหนาแน่น การมองหาทำเลในการอยู่อาศัยที่ไม่วุ่นวาย จะเป็นคำตอบให้กับการใช้ชีวิตยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี T77 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง? T777 ประกอบไปด้วยพื้นที่กว่า 50 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 77 ที่อยู่ไม่ไกลจาก BTS อ่อนนุช โดยใน T77 ยังอยู่ใกล้กับทางด่วนทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์และซอยปรีดี พระนมยงค์ นั่นหมายความว่า สามารถลัดเลาะไปยังโซนที่พระโขนงและเอกมัย รวมถึงถนนเพชรบุรีตัดใหม่ได้อย่างง่ายดาย สำหรับที่อยู่อาศัยของ T77 ประกอบไปด้วยโครงการคอนโดมิเนียมจากแสนสิริรวมทั้งสิ้น 7 โครงการ ได้แก่ Blocs 77 THE BASE Sukhumvit 77 THE BASE Park West THE BASE Park East hasu HAUS mori HAUS kawa HAUS และยังมีอีก 1 โครงการคอนโดมิเนียมหรูจากมั่นคงในชื่อว่า Park Court อีกด้วย อีกทั้งยังมี 1 โครงการทาวน์โฮม Garden Square ที่ถูกพัฒนามาสำหรับผู้ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยเยอะ แต่ไม่อยากไปอยู่บนทำเลที่ไกลเมือง Habito ในขณะที่มุมไลฟ์สไตล์นั้น T77 ถูกนำร่องโดย Habito ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกจากแสนสิริ ที่มีการคัดสรรร้านอาหารนานาชาติชั้นนำ คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านเสริมความงาม ร้านสะดวกซื้อ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ T77 ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติอย่าง Bangkok International Preparatory and…
คอนโดพระราม 4 ทำเลทองในอนาคตที่น่าลงทุน

“ถนนพระราม 4” ถือเป็นถนนเก่าแก่ที่ทอดยาวกว่า 9 กิโลเมตรผ่านแยกสำคัญต่างๆ และมีไลฟ์สไตล์ครบครันตั้งแต่ด้านวัฒนธรรมดั้งเดิมจนกระทั่งไลฟ์สไตล์วัยรุ่น จึงเป็นถนนที่มีสีสันหลากหลายและมีศักยภาพอย่างมาก รวมถึงในอนาคตอันใกล้นี้ถนนพระราม 4 จะกลายเป็น CBD (Central Business District) ของคนกรุงเทพฯ ในบทความนี้ของพลัสฯ จะมาพูดถึงคอนโดพระราม 4 และศักยภาพของทำเลทองนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้น ว่าน่าลงทุนและเหมาะสมกลุ่มไหนเป็นพิเศษ New CBD ของคนกรุงฯ ในอนาคต ถนนพระราม 4 เป็นถนนเส้นคู่ขนานไปกับถนนสุขุมวิท สามารถเชื่อมต่อได้กับซอยและแยกต่างๆ สามารถเดินทางไปยังขนส่งสาธารณะอย่าง BTS ได้ไม่ยาก อีกทั้งยังมีบางช่วงที่ติดกับ MRT เช่น คลองเตย ลุมพินี และสีลม ทำให้การเดินทางสะดวก นอกจากนี้ยังมีทางด่วนสำคัญอย่างทางพิเศษศรีรัช และทางพิเศษเฉลิมนคร ที่เชื่อมต่อไปยังดินแดง-แจ้งวัฒนะและบางนา-ดาวคะนอง ทำให้สามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบาย จึงทำให้เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีไดนามิกสูง จากความยาวของถนนเพียง 9 กิโลเมตรกลับมีความหลากหลายทางพื้นที่สูง เนื่องจากเต็มไปด้วยสถานศึกษา อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้ต่างๆ จนถึงสวนสาธารณะสำคัญ เช่น สวนลุมพินีที่ถือเป็นปอดของกรุงเทพฯ และสวนเบญจกิติที่มีพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงได้เพลิดเพลินและพักผ่อนได้เต็มที่ไม่แพ้กัน ราคาพื้นที่-ที่ดินที่เพิ่มขึ้น ด้วยศักยภาพและความหลากหลายของถนนเส้นนี้ จึงทำให้หลายกลุ่มมองว่าถนนพระราม 4 กำลังจะกลายเป็น New CBD ในอนาคต เมื่อสำรวจราคาทำเลต่างๆ บนถนนพระราม 4 อย่าง “แยกวิทยุ” ที่ราคาเพิ่มขึ้น 2.9 เท่าจากในปี 2553 ตกเฉลี่ยเพิ่มปีละ 11% แม้กระทั่งในภาวะการแพร่ระบาดโควิดก็ตาม จากการสำรวจของกรมธนารักษ์ได้ประเมินว่าราคาของที่ดินก็ยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดิม ถึงแม้จะไม่สูงถึง 5% เท่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังคงทิศทางการของราคาที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ถนนพระราม 4 เป็นที่น่าจับตามองเพราะมีโครงการระดับ Mega Project ที่มีเงินลงทุนมากกว่าแสนล้าน เช่น โครงการ The PARQ เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นโครงการ Mixed Use ที่เป็นแหล่งคอมมูนิตี้ที่ครบครันและรายล้อมด้วยอาคารสำนักงาน ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงพยาบาล บริการด้านสุขภาพและความงาม รองรับการขยายตัวของกลุ่มอาคารพาณิชย์และคอมมูนิตี้ย่านสีลม-สาทร นอกจากนี้บนถนนพระราม 4 ไม่เพียงแต่มีการก่อสร้างแลนด์มาร์กใหม่เท่านั้น ยังมีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่อยู่เสมอ อาทิเช่น การปรับปรุงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ หรือสวนเบญจกิติที่กำลังขยายตัวเป็นอุทยานแห่งชาติในอนาคตอันใกล้นี้ ดีมานด์ที่ไม่เคยขาด แม้ในปัจจุบันเหล่าโครงการที่กล่าวมายังอยู่ในขั้นตอนการสร้างและปรับปรุง แต่คอนโดพระราม 4 ก็เป็นที่ต้องการจากกลุ่มที่หลากหลาย ได้แก่ กลุ่มพนักงาน: ตั้งแต่ Frist-Jobber ไปจนถึง Mid career ตลอดจนข้าราชการบางกลุ่ม เนื่องจากสามารถเดินทางไปยังขนส่งสาธารณะได้อย่างสะดวกหรือสามารถขับรถไปขึ้นทางด่วนได้โดยง่าย อีกทั้งยังคับคั่งไปด้วยอาคารสำนักงานและหน่วยงานราชการในบริเวณนี้…