ป้องกันภัยแบบรอบทิศ ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน LIV-24

ในปี 2022 นับได้ว่าเป็นปีทองสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง โดยภาพรวมถือว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยในปีนี้มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเผชิญกับปัญหาซบเซาจากพิษโควิด-19 มาอย่างยาวนาน เชื่อว่านักลงทุนหรือใครที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ในฝันสักหลัง คงมีโครงการบ้านหรูในใจอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่านอกเหนือจากปัจจัยในเรื่องของดีไซน์ความสวยงามและความสะดวกสบายที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยแล้ว เรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญไปไม่น้อยกว่ากัน เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของตัวโครงการต่อผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี หากโครงการบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำเกินเกณฑ์ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงอันตรายจนถึงขั้นก่อให้เกิดความสูญเสียในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเพียงเล็กน้อยหรือสูญเสียจนถึงแก่ชีวิต ฉะนั้นในวันนี้พลัสฯ ขอพามารู้จักระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน LIV-24 ที่ใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่ประกอบไปด้วย Machine Learning แบบเดียวกับที่ถูกใช้ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google และ Amazon รายละเอียดจะเป็นอย่างไร พลัสฯ เตรียมคำตอบไว้ให้คุณแล้ว มาทราบไปพร้อมๆ กัน ความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้าน ก่อนจะไปรู้จักระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 พลัสฯ ขอเริ่มต้นพามาทำความเข้าใจกับความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยภายในหมู่บ้านกันก่อน หลายคนที่มีประสบการณ์พักอาศัยในโครงการบ้านจัดสรรหรืออาคารชุดคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ชีวิตครึ่งหนึ่งของเจ้าบ้านนั้นต้องอาศัยการพึ่งพา ”นิติบุคคล” กว่า 50% ทั้งในการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกหรือดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางให้พร้อมใช้งาน รวมไปถึงการว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยมาดำเนินการและหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย ฟังดูแล้วคงนึกภาพตามกันออกใช่ไหมว่า เมื่อเริ่มคิดที่จะลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์สักหลัง ก็สมควรที่จะฝากฝังครอบครัวไว้กับโครงการที่อยู่อาศัยที่ไว้ใจได้ ในแบบที่สามารถให้ความปลอดภัยและอุ่นใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นทางโครงการส่วนมากมักจะมีการจัดตั้งนิติบุคคล โดยพื้นฐานแล้วความปลอดภัยในหมู่บ้านหรืออาคารชุดจะแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี ดังนี 1.การป้องกันเหตุจากภายนอกหมู่บ้าน ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ทางเข้า โดยเมื่อใดก็ตามที่มีบุคคลภายนอกมีความประสงค์ที่จะเข้ามาเพื่อทำกิจธุระใดก็ตาม จะต้องผ่านการตรวจสอบจากทีมงานรักษาความปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อน อาจจะมีการแลกบัตร หรือปั๊มตรา ตามมาตรการที่ถูกกำหนดไว้ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นภายในโครงการ 2.การป้องกันเหตุจากภายในบ้าน สำหรับการป้องกันเหตุจากภายใน จะดูแลความปลอดภัยภายในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตราดูความเรียบร้อยของบ้านทุกหลัง พร้อมกับการตรวจสอบบุคคลภายนอกที่ต้องเข้ามาทำงานภายใน เช่น บริษัทรักษาความสะอาด ผู้รับเหมาที่เข้ามาซ่อมแซมภายใน เป็นต้น ประโยชน์ของระบบรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ลูกบ้านได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุภัยคุกคามจากผู้ประสงค์ร้าย หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดคาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับลูกบ้านภายในโครงการ หากโครงการที่พักอาศัยมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ก็สามารถป้องกันเหตุอันไม่สมควรที่อาจสร้างความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้ อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกอุ่นใจให้กับคนในครอบครัวได้มากขึ้น ลองมาดูกันดีกว่าว่าประโยชน์ที่ลูกบ้านจะได้ของโครงการที่พักอาศัยที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีมีอะไรบ้าง ป้องกันภัยอันตราย เป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยเป็นการป้องกันภัยอันตรายต่างๆ จากบุคคลภายนอกในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันทรัพย์สินของลูกบ้าน ร่างกาย รวมไปถึงการป้องกันอัคคีภัย หรือเหตุไฟฟ้าลัดวงจร เป็นต้น สามารถบันทึกข้อมูลเป็นสำเนาหลักฐานได้ ต้องบอกว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไม่เว้นแม้แต่ระบบรักษาความปลอดภัยที่ในปัจจุบันมีความทันสมัยเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบสแกนบัตร/สแกนลายนิ้วมือ การติดกล้อง CCTV โดยรอบ และเซนเซอร์ตรวจจับอื่นๆ ด้วยการอาศัย Security System เหล่านี้ส่งผลให้สามารถช่วยบันทึกข้อมูลต่างๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หากเกิดเหตุหรือปัญหาในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลเป็นหลักฐานก็สามารถทำได้ทันที เพิ่มความสะดวกสบาย ยิ่งระบบรักษาความปลอดภัยของโครงการมีความทันสมัยมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกบ้านมีความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้นเท่านั้น อย่างเซ็นเซอร์ตรวจจับข้อมูลต่างๆ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติ ทำให้การเข้าออกโครงการรวดเร็วแม่นยำและปลอดภัย เพิ่มมูลค่าให้กับโครงการ อย่างที่บอกว่าความปลอดภัยของโครงการบ้านจัดสรรหรืออาคารห้องชุดสามารถสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของโครงการและความเอาใจใส่ต่อลูกบ้านได้เป็นอย่างดี ยิ่งระบบมีความทันสมัยได้มาตรฐานสามารถอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านมากแค่ไหน มูลค่าของตัวโครงการก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นมากขึ้นเท่านั้น LIV-24 ระบบรักษาความปลอดภัย มีอะไรบ้าง ในปัจจุบันระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีนั้นต้องไม่ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพียงแค่มิติเดียว แต่ยังต้องสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการใช้งานที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน พลัสฯ ขอแนะนำ ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ให้บริการดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มีเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อในการรักษาความปลอดภัยและควบคุมอาคารอย่างเต็มรูปแบบ ยกระดับความปลอดภัยด้วยการใช้ระบบ Machine Learning เพื่อสร้างความพอใจระดับสูงสุดให้กับลูกบ้านภายในโครงการทุกหลัง ยกระดับความปลอดภัยให้กับลูกบ้านทุกคนด้วยการวางแผนเชื่อมต่อระบบบริหารจัดการความปลอดภัย (Security…

Branded Residence คอนโดหรูที่มอบประสบการณ์ที่แตกต่าง

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2022 หลังจากผ่านพ้นช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ในปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีทองสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่าง “คอนโดหรู” เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่วุ่นวายและไม่แออัด ทำเลคุณภาพตั้งอยู่ใจกลางเมืองและมีพื้นที่ใช้สอยสำหรับกิจกรรมที่หลากหลาย โดยความต้องการในคอนโดหรูที่เพิ่มขึ้นนี้ ยังรวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมองหาโครงการ Segment คอนโดราคา 20 ล้านขึ้นไปได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อ อุปสงค์ (Demand) และ อุปทาน (Supply) สูงขึ้น ก็ย่อมส่งผลให้โครงการต่างๆ เริ่มมีการนำเสนอเอาจุดเด่นต่างๆ มาเป็นจุดขาย  โดยหนึ่งในนั้นคือคอนโดแบบ Branded Residence ที่มีจุดเด่นในการมอบบริการเซอร์วิสสุดพิเศษให้กับผู้อยู่อาศัย และสามารถตอบสนองความต้องการในด้าน Super Luxury Lifestyle ของลูกค้าได้อย่างลงตัว ดังนั้นในวันนี้ พลัสฯ จะพามารู้จักกันว่าคอนโดแบบ Branded Residence คืออะไร แตกต่างกับคอนโดหรูแบบอื่นอย่างไร และข้อดีในการลงทุนคอนโดแบบ Branded Residence นั้นคุ้มค่าหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย Branded Residence คืออะไร? ใครที่สงสัยว่าคอนโดแบบ Branded Residence คืออะไร? ในวันนี้พลัสฯ จะมาช่วยไขข้อสงสัยให้ฟัง สำหรับคอนโดแบบ Branded Residence คือโครงการที่พักอาศัยแบบคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และแบรนด์โรงแรมชั้นนำ มาพัฒนาตัวโครงการและบริหารร่วมกัน เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้อยู่อาศัย ทำให้ตัวโครงการอยู่ในระดับ Super Luxury ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเลือกใช้ Furniture Brand ไปจนถึงคอนเซปต์ดีไซน์การออกแบบ วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างที่มีคุณภาพและแน่นอนว่าในเรื่องของเซอร์วิสหรือการให้บริการที่พร้อมมอบประสบการณ์ประดุจเข้าพักที่โรงแรมชั้นนำ 5 ดาว โดยในปัจจุบันโครงการที่อยู่อาศัยแบบ Branded Residence แบ่งเป็น 2 แบบ ด้วยกัน คือ Hotel Brand Residence เป็นการร่วมมือกันระหว่างโครงการคอนโดและแบรนด์โรงแรมชั้นนำที่เข้ามาช่วยกันดูแลและบริหารโครงการ โดยตัวโครงการคอนโดอาจจะตั้งแบบ Stand Alone หรืออยู่ร่วมกันกับโรงแรมก็ได้ Non-Hotel Branded Residence จะแตกต่างจาก Hotel Brand Residence ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างโครงการคอนโดกับแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในเครือโรงแรม ตัวอย่างเช่น อาจเป็นแบรนด์ดีไซน์ชั้นนำที่เข้ามาช่วยออกแบบโครงการ แต่ยังคงคอนเซปต์การให้บริการระดับโรงแรมเช่นเดียวกัน เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวโครงการมีมูลค่าสูงตอบโจทย์สำหรับผู้ซื้อที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบหรูหรา รวมถึงนักลงทุนที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้เป็นอย่างดี Branded Residence แตกต่างกับคอนโดหรูแบบอื่นอย่างไร? อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นว่าโครงการที่พักอาศัยแบบ Branded Residence จะมีมูลค่าโครงการที่สูง เทียบได้กับคอนโดที่อยู่ใน Segment แบบ Super Luxury ขึ้นไป ด้วยการที่ตัวโครงการอยู่ในความร่วมมือกันระหว่างตัวโครงการคอนโดและแบรนด์โรงแรมชั้นนำ ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยแบบหรูหรา สะดวกสบายในแบบที่มีเซอร์วิสเสมือนอยู่โรงแรม 5 ดาว ตัวอย่างบริการสุดพรีเมียมได้แก่ Exclusive Juristic Person ใครที่เคยเข้าพักโรงแรมหรูคงคุ้นเคยกับพนักงานเปิดประตู มีทีมทำความสะอาดและคอยดูแลเรื่องการซ่อมบำรุงต่างๆ…

5 ทำเลบ้านหรูในกรุงเทพฯ ที่ควรจับจอง

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าที่ดินเปล่าสำหรับพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ เริ่มลดน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ตลอดจนคอนโดมิเนียมต่างๆ หลากหลายพื้นที่ถูกจับจอง ทำให้หลายครอบครัวที่ต้องการอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เพียบพร้อมไปด้วยสาธารณูปโภค เช่น ย่านทำเลใจกลางเมืองหรือทำเลที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เริ่มมองหาโครงการที่อยู่อาศัยที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานต่างๆ ได้  ซึ่งโครงการบ้านหรูระดับ Super Luxury ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและได้รับความนิยมสูง อย่างโครงการ Super Luxury Class นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา เนื้อที่บ้านเริ่มต้น 130-150 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 495-687 ตารางเมตร ใกล้สถาบันการศึกษาชั้นนำ โรงพยาบาล คอมมูนิตี้มอลล์และยังรายล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์มากมาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบ เยี่ยมชม นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา คลิก ตลาดบ้านเดี่ยวระดับ Luxury หลายโครงการก็เริ่มเป็นที่หมายปองของกลุ่มผู้ซื้ออย่างคับคั่ง ฉะนั้นในวันนี้พลัสฯ ได้รวบรวม 5 ทำเลบ้านหรูในกรุงเทพฯ ที่คู่ควรต่อการจับจอง ใครที่กำลังมองหาบ้านหรูกลางเมืองอยู่ ห้ามพลาด ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย แนะนำ 5 ทำเลบ้านหรูในกรุงเทพฯ ที่ควรจับจอง พาร์ค พรีว่า สำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการบ้านเดี่ยวสามชั้นในระดับ Super Luxury ทำเลดีใจกลางเมือง ต้องที่ ‘พาร์ค พรีว่า’ ที่ตั้งอยู่บนถนนเทียมร่วมมิตรในย่าน พระราม 9 ตัวโครงการนั้น รายล้อมไปด้วยอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และห้างต่างๆ อย่างเซ็นทรัลพระราม 9 และ Esplanade รวมไปถึงสถานศึกษาอย่างโรงเรียนนานาชาติรีเจ้นท์ เป็นต้น เป็นต้น อย่างที่รู้กันดีว่าในย่านพระราม 9 กำลังมีโครงการไลฟ์สไตล์มอลล์หลากหลายแห่งที่กำลังมีการก่อสร้างเพิ่มเติม จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่กำลังจะกลายเป็นย่าน New CBD (Central Business District) แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ทางโครงการยังมอบความเป็นส่วนตัวแบบขั้นสุด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้ง สระว่ายน้ำระบบเกลือ ห้อง Fitness ระบบความปลอดภัย CCTV 35 จุด สัญญาณกันขโมย ระบบ Magnetic & Shock Sensor ทุกหลังและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รับรองว่าเหมาะแก่การอยู่อาศัยหรือจะลงทุนในระยะยาวเพื่อเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ก็ได้เช่นกัน ยูนิตแนะนำ ขนาด 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ขนาดพื้นที่ 462 ตร.ม. คลิกดูเพิ่มเติม ค้นหายูนิต พาร์ค พรีว่า เพิ่มเติมได้ที่นี่ นาราสิริ บางนา หนึ่งในโครงการบ้านหรูของแสนสิริ ด้วยทำเลแห่งอนาคตที่ติดถนนบางนา-ตราด ทำให้สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการที่อยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์พร้อมในทุกๆ ด้าน ตัวโครงการมีการดีไซน์ที่อยู่ในคอนเซปต์ “A…

เปิดโครงการบ้านหรู 3 สไตล์ใจกลางกรุง พร้อมสระว่ายน้ำ

การซื้อบ้านก็เหมือนการเลือกซื้ออนาคตของครอบครัว เพราะบ้านไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่สำหรับการอยู่อาศัยและให้ความปลอดภัยกับครอบครัวของเราแล้ว แต่บ้านยังเป็นสถานที่ที่เราสามารถกำหนดให้สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่พักผ่อน สถานที่ทำกิจกรรม สถานที่สานสัมพันธ์ของครอบครัว หรือเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ที่ครบจบในที่เดียว ซึ่งก่อนการเลือกซื้อบ้านสักหลังจำเป็นจะต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น ทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบข้าง เพื่อให้ครอบครัวของเราอยู่อาศัยได้อย่างมีความสุขในคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด สำหรับโครงการบ้านหรูนั้นถือว่าเป็นรูปแบบโครงการที่ช่วยคัดสรรและรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ผู้อยู่อาศัยแล้วในระดับหนึ่ง ทำให้ผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยพึงพอใจและคลายกังวลได้ในหลายๆ ด้าน อีกทั้งโครงการบ้านหรูนั้นมีข้อดีต่างจากโครงการบ้านเดี่ยวทั่วไปอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ทำเลที่ตั้ง วัสดุที่ใช้ แนวคิดในการออกแบบ เทคโนโลยีความปลอดภัย จำนวนยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอย เป็นต้น นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา อีกหนึ่งโครงการบ้านหรูกลางกรุงที่น่าสนใจ เหนือระดับกว่าด้วย นาราสิริ กรุงเทพกรีฑา คลิก ทำให้บ้านหรูมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักสิบล้านบาทไปจนถึงหลักร้อยล้านบาทเลยทีเดียว ซึ่งจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านราคา 100 ล้านนั้นยิ่งมีความพิเศษมากกว่า เรามาดูกันว่าบ้าน 100 ล้านนั้นจะมีจุดเด่นอะไรกันบ้าง  จุดเด่นของโครงการบ้านหรู 100 ล้าน สภาพแวดล้อมและเพื่อนบ้านที่ดี โครงการบ้านหรูหลายโครงการมักจำกัดจำนวนยูนิต เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย ทำให้มีสภาพแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงการมีปัญหากับเพื่อนบ้านได้ดี อีกทั้งราคาของบ้านนั้นค่อนข้างสูง ทำให้ผู้ที่มีกำลังซื้อนั้นมีรูปแบบสังคมและไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน และพัฒนาสู่การเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันได้ นอกจากนี้บางโครงการมีระบบในการคัดกรองผู้อยู่อาศัย และตรวจสอบความต้องการของแต่ละคนให้เหมาะสมกันได้อีกด้วย ทำให้สภาพแวดล้อมของโครงการบ้านหรู 100 ล้านนั้น เรียกได้ว่าเป็นระดับพรีเมียมที่ทำให้น่าอยู่อาศัยมากทีเดียว ความปลอดภัยและสุขอนามัย โครงการบ้านหรู เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ทำให้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งในส่วนของเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยของโครงการและตัวบ้าน เช่น การมีประตูหลายชั้นเพื่อคัดกรองคนเข้า-ออก การติดเซนเซอร์บริเวณรั้วโครงการ การใช้เทคโนโลยี AI จดจำใบหน้าของผู้อยู่อาศัย และวิเคราะห์หาบุคคลต้องสงสัยกรณีเกิดเหตุร้าย เทคโนโลยีการล็อกของประตูหน้าต่าง สัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันเหตุฉุกเฉิน และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการวางระบบและการจัดการขยะที่ทันสมัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยสามารถอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข การพักอาศัยแบบครอบครัวใหญ่ ปกติบ้านหรูจะมีการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยทั้งภายนอกและภายในตัวบ้านได้ค่อนข้างมาก ทำให้มีพื้นที่รอบบ้านสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ  และพื้นที่จอดรถได้จำนวนมาก ภายในบ้านประกอบไปด้วยห้องตั้งแต่ 6-10 ห้องนอน มีห้องทำงาน ห้องออกกำลังกาย และห้องอเนกประสงค์สำหรับกิจกรรมของครอบครัวได้  ซึ่งตอบโจทย์กับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ได้แบบไม่ติดขัด และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ให้ครบจบได้ในที่เดียว พื้นที่กว้างขวางเป็นส่วนตัวบนทำเลใกล้ใจกลางเมือง จุดเด่นสำคัญของบ้านหรู คือจำนวนพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางที่มาพร้อมกับความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ ตั้งแต่ส่วนของโครงการที่มีการสร้างบรรยากาศและการรักษาความปลอดภัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง จำนวนยูนิตภายในโครงการมักจำกัดไม่เกินหลักสิบหลังคาเรือน บางโครงการอาจมีเพียง 5-10 ยูนิตเท่านั้น สำหรับตัวบ้านก็มีพื้นที่กว้างขวางและวางตัวอย่างเป็นสัดส่วน มีการใช้วัสดุดูดซับเสียง มอบความเป็นส่วนตัวให้กับทุกหลังคาเรือนได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้อีกจุดเด่นของโครงการบ้านหรูคือทำเลใกล้ใจกลางเมือง โดยขยับออกมาจากส่วนที่มีความวุ่นวาย มาใกล้ธรรมชาติมากขึ้น แต่ก็ยังสามารถเดินทางสะดวกสบายไปได้ทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเข้าสู่ย่าน CBD (Central Business District) เข้าย่านแหล่งการค้า ไลฟ์สไตล์ หรือเดินทางออกต่างจังหวัดก็ไปได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนกลางหรูหรา พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว โครงการบ้านหรูมีการออกแบบพื้นที่และจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการมาแบบครบวงจร โดยพื้นที่ส่วนกลางมีทั้งการออกแบบสไตล์หรูหราและฟังก์ชันที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น คลับเฮ้าส์ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ สนามเด็กเล่น ฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ครบครัน สระว่ายน้ำ…

“ระบบรักษาความปลอดภัยอาคารเพื่อการพาณิชย์” มอบความปลอดภัยให้พร้อมกับทุกคน

ทำความรู้จักกับระบบรักษาความปลอดภัยอาคารเพื่อการพาณิชย์ ที่ช่วยป้องกันและยับยั้งเหตุร้ายได้อย่างทันท่วงทีด้วย LIV-24 สร้างความไว้วางใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้งานได้อย่างปลอดภัย อาคารเพื่อการพาณิชย์ หรือ Commercial Building คือ สถานที่ที่มีกิจกรรมทางการค้าเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาคารห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล และยังรวมไปถึงอาคารสำนักงาน โรงงาน โกดัง และโรงเรียนอีกด้วย ซึ่งเป็นสถานที่ในการรองรับคนจำนวนมาก ทำให้ลักษณะอาคารจึงต้องมีการก่อสร้างที่เป็นไปตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับ เพื่อให้มีความคงทนแข็งแรงและพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่สำหรับโลกในปัจจุบันนั้น ภัยร้ายหรืออันตรายล้วนอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าฝ่ายผู้ดูแล และผู้ใช้งานจะระมัดระวังมากเพียงใด เหตุการณ์อันตรายก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากอย่างพื้นที่สาธารณะรูปแบบอาคารพาณิชย์ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจะยิ่งทวีคูณความเสียหายมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี จึงช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการหรือทำงานอยู่ภายในอาคารเหล่านั้น และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารเพื่อการพาณิชย์คืออะไร? คือ ระบบรักษาความปลอดภัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบวิศวกรรมอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยภายในอาคารเพื่อการพาณิชย์นั้น จะมีการวางระบบที่ครอบคลุม จัดให้มีการตรวจตราและตรวจสอบได้ เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และพร้อมรับมือทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกวัน ซึ่งจะแตกต่างกับระบบรักษาความปลอดภัยของพื้นที่อยู่อาศัย ตรงที่มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด และรัดกุมกว่า เนื่องจากสถานที่มีขนาดใหญ่และมีผู้คนเข้า-ออกจำนวนมาก ระบบรักษาความปลอดภัยอาคารเพื่อการพาณิชย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดูแลและเจ้าของกิจการธุรกิจควรตระหนักถึงความสำคัญ ไม่เพียงแค่มีระบบรักษาความปลอดภัยแบบทั่วไปเท่านั้น แต่ควรมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมมากที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันและยับยั้งความรุนแรงของเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ก่อนจะสร้างความเสียหายขนานใหญ่ ที่ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินที่มีมูลค่าเท่านั้นแต่อาจรวมไปถึงชีวิตที่ไม่สามารถประเมินค่าได้อีกด้วย อาคารเพื่อการพาณิชย์ควรมีระบบรักษาความปลอดภัยด้านใดบ้าง? สำหรับอาคารเพื่อการพาณิชย์หรือ Commercial Building ที่ยังให้ความสำคัญด้านระบบรักษาความปลอดภัยไม่มากพอ จะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น ดังจะเห็นได้จากข่าวสารที่พบเห็นในปัจจุบัน อย่างเหตุการณ์กราดยิงในห้างสรรพสินค้า เหตุการณ์โจรกรรมร้านค้าปลีก เหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานขนาดใหญ่จากไฟฟ้าลัดวงจร เหตุการณ์ไฟไหม้โรงแรม มีความผิดพลาดเกี่ยวกับสัญญาณจนทำให้เกิดความชุลมุน เหตุการณ์บุกแทง ตลอดจนลักพาตัวนักเรียนภายในโรงเรียน เป็นต้น เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยด้านต่างๆ ดังนี้ การคัดกรองบุคคลเข้า-ออกภายในอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลน่าสงสัยเข้าไปในพื้นที่ และตรวจอาวุธหรืออุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุได้ โดยต้องจัดระบบในการคัดกรองให้มีความละเอียดและแม่นยำ ระบบการตรวจตราภายนอกและภายในอาคาร เช่น การจัด รปภ. เดินตรวจความเรียบร้อยตามเวลาที่กำหนดบริเวณจุดต่างๆ ให้ครอบคลุม รวมถึงการใช้กล้อง CCTV ตรวจสอบ และมีเจ้าหน้าที่คอยมอนิเตอร์ตลอด 24 ชม. ความปลอดภัยของวิศวกรรมอาคาร จะต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์ งานระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบประปา ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ รวมถึงระบบในการแจ้งเตือนภัย เช่น อุปกรณ์ Smoke Detector อุปกรณ์เซนเซอร์ตรวจจับเปลวไฟ อุปกรณ์เสียงแจ้งเตือนเหตุ เป็นต้น ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญในการซ่อมบำรุงตามรอบหรือระยะเวลาที่กำหนดเสมอ นอกจากนี้ควรตรวจสอบโครงสร้างว่ามีการแตกร้าว รั่วซึม และอาจก่อให้เกิดอันตรายได้หรือไม่ ระบบประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อป้องกันและยับยั้งเหตุการณ์ ซึ่งมีการประเมินความเสี่ยงเอาไว้เบื้องต้นแล้ว จะช่วยให้สามารถป้องกันและยับยั้งเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว จนลดความสูญเสียลงได้ มิติใหม่ของระบบรักษาความปลอดภัยโครงการ Commercial by LIV-24 LIV-24 เทคโนโลยีดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ และจัดการระบบวิศวกรรมอาคารเต็มรูปแบบ เรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงจาก แสนสิริ และ PLUS Property…

The Success Recipe : เปิดสูตรลับสู่การเป็นผู้บริหารสายวิศวกรรมอาคารที่ช่างเทคนิคต้องรู้ (ตอนที่ 2)

จากจุดเริ่มต้นของเด็กอาชีวะสู่การทำงานในช่างเทคนิค ประสบการณ์การทำงานในสายงานบริหารวิศวกรรมอาคารอย่างโชกโชน การเปลี่ยนแปลงของโลก และเทคโนโลยีที่ต้องก้าวตามให้ทัน ในตอนที่ 1 นั้น (คลิกอ่านเรื่องราวก่อนหน้านี้ได้ที่นี่) ทำให้เรารู้ว่าเส้นทางสู่การได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและระบบวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ของคุณชาญ ศิริรัตน์ เกิดจากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม และการเรียนรู้ ใฝ่รู้ และการเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง ในตอนที่ 2 นี้ เราจะได้รู้อีกพาร์ทของพี่ชาญกัน อุปสรรค ปัญหา และบทเรียนอันล้ำค่า รวมถึงข้อคิด คำแนะนำจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ที่ช่างน้อยในตอนนี้ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้ไม่ยาก โลกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนตาม   “ตอนนั้นก็อายุ 40 กว่าแล้ว ยังต้องไปนั่งเรียนในห้องเรียนอีกครั้ง ซึ่งเป็นการได้ออกนอกกะลาของตนเอง และสิ่งที่ค้นพบจากการเปลี่ยนแปลงคือ โอกาส + ความพร้อม = ความสำเร็จ”   เมื่อต้องกลับสู่ห้องเรียนอีกครั้ง อายุ 40 แล้ว จะสู้เด็กๆ ได้ไหม? พี่ชาญเล่าให้ฟังว่าช่วงนั้นถือเป็นช่วงท้าทายของชีวิตเลยทีเดียว เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคนั้น จากที่เคยใช้โทรศัพท์แบบมีปุ่มกด เริ่มเปลี่ยนมาเป็น iPhone ที่ใช้ระบบสัมผัส ไม่มีปุ่มให้กดเลยแม้แต่ปุ่มเดียว คอมพิวเตอร์ก็ฉลาดขึ้น มีโปรแกรม และแอปฟลิเคชั่นต่างๆ เกิดขึ้น ไหนจะระบบสัมผัส Home Automation PropTech IoT ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ทำให้คิดว่าเราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้อีกต่อไป เราต้องทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น และสิ่งที่จะทำให้ “เข้าใจ” ได้ คือ การเรียนรู้เพิ่ม จึงเป็นที่มาของคำว่าต้องกลับไปเข้าห้องเรียนอีกครั้ง ครั้งนี้พี่ชาญเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ตรงกับสายงานมากขึ้นในหลักสูตร Facility/Property Management ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่ชาญเล่าให้ฟังอย่างขำขันว่า การเรียนรอบนี้เป็นการ “ได้ออกนอกกะลา” ของตัวเองมาก จากที่เคยคิดว่าตัวเองรู้ดีที่สุด และเชี่ยวชาญที่สุดในสายงานนี้ แต่ความจริงแล้วยังมีคนที่รู้กว่าเราอีกมากมาย เพราะครั้งนี้เรียนกับบรรดาผู้บริหารจากองค์กรอื่นทำให้ได้เปิดโลกทัศน์มากมาย ได้ฟังบรรดาด๊อกเตอร์มาสอน จนทำให้เราได้เปิดใจกว้าง ได้เรียนรู้ในหลายๆ มิติ ได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ คือ การคิดให้ละเอียดในหลายแง่มุม  จะมามัวนั่งแต่คิดว่าวิธีการทำงานของเราถูกที่สุดแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เลย และที่สำคัญทำให้ได้รู้ว่าขีดความสามารถ และการเรียนรู้ของตัวเองยังไปได้อีก แม้ว่าตัวเองจะอายุมากถึง 40 ปี แล้วก็ตาม อย่างที่ Steve Jobs ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ชีวิตคือการสะสม Dot หรือจุด” พี่ชาญพยักหน้าเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ตระหนักได้ว่า จริง มันเป็นเช่นนั้น เราต้องดูในหลายๆ มิติ เพราะเราไม่มีวันรู้หรอกว่าเราจะได้ใช้ความรู้เหล่านั้นเมื่อไร เมื่อเรามีจุด (ความรู้) ที่สะสมอยู่ เราก็ต้องกล้าที่จะนำมาใช้ด้วย เราต้องกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ต้องหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเป็น Life-long learning…

The Success Recipe : เปิดสูตรลับสู่การเป็นผู้บริหารสายวิศวกรรมอาคารที่ช่างเทคนิคต้องรู้ (ตอนที่ 1)

อาชีพในสายงานอสังหาฯ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดสูตรลับที่ช่างเทคนิคต้องรู้กับเส้นทางการเติบโตของช่างเทคนิคสู่การเป็นผู้บริหารสายวิศวกรรมอาคาร จุดเริ่มต้นจากช่างเทคนิคจนมาเป็นผู้บริหารสายวิศวกรรมอาคาร “ต้นทุนชีวิตของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ไม่ว่าคุณจะเป็นเด็กต่างจังหวัด เรียนอาชีวะ หรือเป็นแค่ช่างเทคนิคธรรมดาๆ แต่ความมุ่งมั่น ทุ่มเท จะสามารถ สร้าง Career Path ที่ตนเองต้องการได้” บทสนทนานี้เริ่มต้นจากการพูดคุยกับพี่ชาญ หรือ คุณชาญ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและระบบวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บุคคลสำคัญของฝ่ายวิศวกรรมอาคารที่เป็นผู้ดูแล วางแผน วางกลยุทธ์ทางด้านระบบวิศวกรรมอาคารทั้งหมดให้กับอาคารที่พลัสฯ ดูแล ที่วันนี้จะมาเปิดสูตรลับของการทำงานในสายช่างอาคาร เล่าเรื่องราวประสบการณ์การทำงานอันยาวนานตั้งแต่จุดเริ่มต้นจากช่างเทคนิคจนมาเป็นผู้บริหารสายวิศวกรรมอาคารให้ทุกคนได้เรียนรู้กัน เส้นทางชีวิตของเด็กอาชีวะ…สู่จักรวาลระบบวิศวกรรมอาคาร ผู้บริหารสายวิศวกรรม อาจเป็นความใฝ่ฝันของช่างเทคนิคจูเนียร์หลายๆ คน หรือที่ในวงการจะเรียกกันว่า “ช่างน้อย” หมายถึง ช่างเทคนิคระดับปฏิบัติการเริ่มต้น ประสบการณ์ทำงานเริ่มตั้งแต่ 0-2 ปี บางคนอาจคิดว่าตำแหน่งสูงสุดของเด็กอาชีวะจากต่างจังหวัดคงเป็นได้แค่เพียง หัวหน้าช่างเท่านั้น ไกลที่สุดที่เป็นได้ก็คงได้เป็นแค่ผู้จัดการ… พี่ชาญก็เช่นเดียวกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้วพี่ชาญเริ่มเข้าสู่ชีวิตการทำงานในตำแหน่ง “ช่างเทคนิค ประจำอาคารสิริภิญโญ” ด้วยวุฒิการศึกษาระดับอาชีวะจากต่างจังหวัด ในขณะนั้นคิดแต่เพียงหาเลี้ยงครอบครัว ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ได้มีเป้าหมายในชีวิตอะไร เหมือนทำงานให้จบไปวันๆ เพื่อดูแลครอบครัวให้ดีเพียงเท่านั้น แต่เมื่อได้ทำงานไปเรื่อยๆ ได้พบปะเจอผู้คนหลากหลาย ทั้งในระดับหัวหน้างาน ผู้คนในแผนกต่างๆ ลูกค้า ไปจนถึงระดับผู้บริหาร เลยมีความคิดอยาก “รู้นั้น” “รู้นี่” “อยากรู้ว่าวิศวกรเค้ามีวิธีการคิด และทำงานกันอย่างไร” เพื่อที่จะได้นำมาประยุกต์ใช้กับงานปัจจุบันให้ดีขึ้น และสามารถสื่อสาร อธิบายวิธีการทำงานให้ผู้บริหารได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ตอนนั้นคิดว่าเราจะทำงานเรื่อยๆ แบบนี้ไปทุกวันๆ ไม่ได้ ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม อยากเป็นคนที่เก่งขึ้น ก็ต้องเรียนรู้เพิ่ม วิชาที่ร่ำเรียนมาในสายอาชีพอาจไม่พอ จึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยสยาม เลือกเรียนช่วงตอนเย็น และวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะไม่สามารถลาออกไปเรียนอย่างเดียวได้ เมื่อได้เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยก็ค่อยๆ สะสมความรู้จากมหาวิทยาลัย และจากการปฏิบัติงานจริง จึงเกิดความเข้าใจในการทำงานมากขึ้น และยิ่งตื่นเต้น อยากเรียนรู้มากขึ้นไปอีก กล้าที่จะก้าว เมื่อโอกาสมาถึง เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม “เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ตอนนั้นรู้สึกท้าทาย และยังไม่ได้มั่นใจนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่ม” หลังจากทำงานเป็นช่างเทคนิคมาได้สักระยะ จนในปี 2538 เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร บริษัทฯ ที่ทำในตอนนั้นมีการจัดโครงสร้างภายในใหม่ มีทั้งการแยกทีมงานออกไปตั้งบริษัทย่อยหลายบริษัท จนได้รับโอกาสจากผู้บริหารเสนอให้เข้ามาทำงานที่บริษัท Plus Property รับผิดชอบงาน Support ดูแลระบบวิศวกรรมส่วนกลาง ซึ่งเป็นขอบข่ายงานที่กว้างขึ้นกว่าเดิมมาก จากที่เคยรับผิดชอบดูแลแค่เพียงอาคารเดียว แต่ตอนนี้ต้องดูระบบวิศวกรรมทั้งหมด ในตอนนั้นรู้สึกท้าทาย และยังไม่ได้มั่นใจตัวเองมากนักว่าจะทำได้ แต่ก็คิดว่าเป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ได้เรียนรู้เยอะขึ้น จึงตัดสินใจเข้ามาทำงานที่พลัสฯ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อได้เข้ามาทำงานที่พลัสฯ ก็ได้เรียนรู้เพิ่มมากขึ้นจริงๆ ทำให้เปลี่ยนความคิดในการทำงาน ได้เห็น “ภาพกว้าง” ที่เราต้องรับผิดชอบมากขึ้น ที่พลัสฯ มีอะไรให้เรียนรู้ได้ทุกวัน เพราะอาคารมีการพัฒนาขึ้นทุกวันๆ…

เบื้องหลังวิธีการดูแลคุณภาพที่ดีในทุกมิติจาก PLUS PROPERTY สู่ความสำเร็จคุณภาพระดับสากล

ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ไม่อาจจบได้แค่เพียงการวางแผนเลือกทำเล ดีไซน์ Developer เพราะในระยะยาวเราจะต้องอยู่กับบ้านหลังนี้ไปอีกอย่างต่ำ 5-10 ปี การบริการหลังการขายจึงเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างอาคารที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย คอมมูนิตี้ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สถานบริการต่างๆ ที่มีจำนวนผู้ใช้มาอยู่รวมกัน อาจต้องอาศัยระบบการจัดการที่ดี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกฝ่าย เจ้าของอาคาร ผู้ใช้อาคาร ผู้เยี่ยมชม ผู้เช่า ประสบการณ์การอยู่อาศัย และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงการดูแลทรัพยากรอาคาร และการจัดการพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ “ผู้คน” คือเป้าหมายสำคัญของการมุ่งมั่นพัฒนา ยกระดับการบริหารจัดการ Property Management ของ Plus Property  พบกับ 6 เรื่องดีๆ ที่มี Plus Property คอยดูแลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การก้าวเป็นอันดับ 1 เรื่องคุณภาพระดับสากลของการบริการ Property Management ที่พลัสฯ ตั้งใจส่งมอบประสบการณ์ที่ดี พร้อมสร้างคุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์การดูแลได้ครบทุกมิติเพื่อคุณ 1. เน้นงานบริการที่ให้ “ผู้คน” เป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีมาช่วยเสริมงานบริหาร PLUS Property มีมาตรฐานการทำงาน ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจขั้นตอนต่างๆ ผ่านสถาบัน Plus Eduplex และฝ่ายควบคุมมาตรฐานการทำงานภายใน เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานได้ในมาตรฐานเดียวกัน บริหารงานด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ และพร้อมปรับปรุงขั้นตอนการทำงานโดยรับฟังเสียงจากลูกบ้าน กระตุ้นให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการและการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เน้นงานบริการที่ให้ “ผู้คน” เป็นศูนย์กลาง ดูแลอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันใส่ใจในรายละเอียด พร้อมให้บริการอย่าง “ทันท่วงที” เช่น จัดการไปรษณีย์ รับ-บันทึก-จัดเก็บ-แจกจ่าย ให้สะดวกที่สุด ดูแลแก้ปัญหากฏระเบียบการอยู่อาศัยร่วมกัน ช่วยดูแลช่วยเหลือเมื่อเกิดกรณีเจ็บป่วย ฉุกเฉิน มีบริการ In room service ดูแลอุปกรณ์ในห้องพัก แกนหลักของงานบริการของพลัสฯ ให้ความสำคัญกับมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relationship) และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อให้ลูกบ้านได้รับทั้งความสะดวกสบายจากเทคโนโลยี และยังได้รับความใส่ใจ การดูแลจากคน ซึ่งทำให้รู้สึกดี เหนือระดับกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องงานบริการของ Plus Property คือช่วงโควิดสองปีที่ผ่านมา นอกจากการดูแลเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวสัมพัสในพื้นที่ส่วนกลางทุกจุดตลอดทั้งวัน พลัสฯ ยังมีการดูแลอำนวยความสะดวกลูกบ้านที่ติดเชื้อ หรือกักตัวภายในโครงการ อย่างเต็มที่ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหารพัสดุต่างๆถึงหน้าประตูห้อง จัดรอบเก็บขยะติดเชื้อ ช่วยติดตามอาการ ช่วยประสานรถโรงพยาบาล รวมถึงอัพเดทข่าวสาร และวิธีการดูแลตัวเองให้ลูกบ้านทุกสัปดาห์ ทำให้สามารถดูแลบริหารการอยู่ร่วมกันของลูกบ้านทุกคนได้อย่างราบรื่น 2. เน้นดูแลสภาพโครงการให้ดี เพื่อรักษาและเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ให้สูงขึ้นตามกาลเวลา ดูแลสภาพโครงการให้ดี เพื่อรักษาและเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ให้สูงขึ้นตามกาลเวลา “แม้เวลาจะผ่านไปแต่ต้องไม่โทรม”  การดูแลสภาพโครงการด้านกายภาพให้คงสวยงามอยู่เสมอเป็นประตูด่านแรกที่ผู้พักอาศัย และผู้ใช้อาคารทุกคนสัมผัสได้ Plus Property ดูแลสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโครงการให้พร้อมใช้งาน มีการดูแลรักษากายภาพต่าง ๆ ให้คงคุณภาพดีและดูใหม่อยู่เสมอ…

ส่องเลย ธุรกิจมาแรงที่น่าสนใจปี 2565 มือใหม่ก็ศึกษาได้!

พฤติกรรมผู้บริโภคนั้นได้เปลี่ยนไป หลายธุรกิจต้องเผชิญกับโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งขึ้นหลังยุคโควิด-19 นอกจากเลือกทำเลทำธุรกิจให้ดีแล้ว มีธุรกิจอะไรบ้างที่จะสามารถมัดใจผู้บริโภคได้? ไม่ว่าจะทั้งจากวิกฤตเงินเฟ้อ อีกทั้งสถานการณ์ต่างๆ รอบโลก ล้วนแต่มีอิทธิพลต่อการจับจ่ายซื้อของทั้งสิ้น ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจในบางครั้งเหมือนคลื่นลมทะเลแรง ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการไหลของกระแสต่างๆ เป็นปัจจัยให้เจ้าของธุรกิจต้องปรับตัว หลายธุรกิจได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันหลายธุรกิจก็ซบเซาลงเช่นกัน แล้วมีธุรกิจอะไรบ้างที่น่าสนใจในปี 65 นี้?  พลัสฯ จะพามาดูแนวโน้มธุรกิจที่น่าสนใจ จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน! 10 ธุรกิจที่น่าจับตามอง 1) ธุรกิจ e-Commerce หรือการค้าขายออนไลน์ หลายธุรกิจได้ปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ กระจายไปแต่ละแพลตฟอร์ม เนื่องจากสะดวกและไม่ต้องมีหน้าร้าน สามารถทำที่บ้านได้ ทำให้ธุรกิจการค้าปลีกออนไลน์และแพลตฟอร์มเพื่อการค้าออนไลน์ นั้นเติบโตไวเป็นอย่างมาก เพราะไม่สามารถออกมาจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าและสถานบริการได้ตามปกติ ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการออนไลน์เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ยังมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่า Social media เป็นช่องทางธุรกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจากทั้งกระแสรีวิวจากผู้ใช้จริง การแจกของสมนาคุณ หรือแม้กระทั่งการใช้ผู้มีอิทธิพลทางโซเชี่ยล (Influencer) นำเสนอสินค้า หลายธุรกิจก็สามารถดังเป็นพลุแตกและสร้างกำไรได้มหาศาลเลยทีเดียว 2) ธุรกิจด้านขนส่ง โลจิสติกส์ กลุ่มธุรกิจนี้เกี่ยวเนื่องและได้รับประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจ e-Commerce ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาซื้อ-ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้มีความต้องการบริการด้านขนส่งโลจิสติกส์มากขึ้นตามไปด้วย และสำหรับใครที่มีตึกแถว อาคารพาณิชย์หรือบ้านที่มีพื้นที่กว้างก็สามารถดัดแปลงให้เป็นจุด Drop-off ได้ Drop off : การพัสดุไปฝากส่งไว้กับผู้ให้บริการด้วยตนเอง มีหลายสาขา ขั้นตอนเหมือนการส่งไปรษณีย์ แต่อยู่ภายใต้การบริการของหลากหลายขนส่งเอกชน การมีขนส่งใกล้ที่อยู่อาศัยเรียกได้ว่าทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อุ่นใจมากทีเดียว เนื่องจากจะสามารถทำให้ติดต่อเรื่องพัสดุและส่งสินค้าได้ง่ายขึ้น อีกทั้งในบางพื้นที่ที่มีประชากรเยอะ นักศึกษาและคนทั่วไปที่หารายได้เสริมเริ่มธุรกิจออนไลน์กันเยอะขึ้นเป็นอย่างมาก ร้านประเภท Drop-off เรียกได้ว่า เช็คพัสดุแทบไม่ทันเลยทีเดียว 3) ธุรกิจเวชภัณฑ์และแปรรูปสมุนไพร จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้จำเป็นต้องพึ่งพาเวชภัณฑ์ รวมทั้งสมุนไพรต่างๆ ที่อาจเป็นทางเลือกในการป้องกันและรักษา ส่งผลให้ธุรกิจกลุ่มนี้มีความต้องการที่สูง แต่ทั้งนี้เวชภัณฑ์หรือแปรรูปสมุนไพรใดๆ ควรมีความรู้ ความเข้าใจในการรักษา งานวิจัยชี้ชัดถึงประโยชน์และโทษของสมุนไพรนั้นๆ อีกทั้งยังต้องผ่านอย.อีกด้วย 4) ธุรกิจด้านเทคโนโลยี หลายธุรกิจหันมาพึ่งพาเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมให้ธุรกิจตนสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นและต่อเนื่อง ธุรกิจจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ธุรกิจจัดทำโปรแกรมเว็บเพจ ธุรกิจบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจบริหารจัดการ/ประมวลผลข้อมูล จึงมีแนวโน้มเติบโตสูง 5) ธุรกิจรีไซเคิล (Recycling) ปัจจุบันผู้บริโภคได้หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนยังทำให้ผู้คนตระหนักถึงสภาวะโลกร้อน ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจในเรื่องของการรีไซเคิลต่างๆ ยิ่งขึ้นอีกด้วย เช่น ธุรกิจ refill station เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ต่อคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมคือการได้ลดการใช้พลาสติกลง เพราะนำบรรจุภัณฑ์ของตนเองมาใช้ และยังตอบโจทย์คนที่อยากใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่ในปริมาณที่น้อยอีกด้วย หรือจะเป็นการแปรรูปสิ่งของธรรมชาติให้เป็นภาชนะ อย่างชามชานอ้อย หรือการนำใบตองมาอัดเป็นภาชนะก็สร้างรายได้ดีเช่นกัน 6) ธุรกิจเครื่องสำอาง และความสวยงาม เทรนด์การดูแลตัวเองและการรักสุขภาพมาแรงขึ้น การออกกำลังกายและการแต่งหน้ายังเป็นการเสริมภาพลักษณ์และสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง…

ยกระดับอสังหาริมทรัพย์ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะ LIV-24

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยร้ายและอุบัติเหตุต่างๆ ที่ล้วนอยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน   ไม่ว่าจะเป็นในกรณีของรปภ. บุกขึ้นห้องขืนใจลูกบ้านคอนโด ขโมยบุกขึ้นบ้านหรูหลายหลังในคืนเดียว บุคคลนอกบุกเข้าพื้นที่เพื่อทำร้ายร่างกายถึงภายในบ้าน และเหตุการณ์อื่นๆ ที่พร้อมใจเกิดขึ้นทุกวันโดยไม่ทันให้คนในบ้านได้ตั้งตัว ทำให้ผู้อยู่อาศัยในที่ต่างๆ รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย และรู้สึกกังวลใจเมื่อต้องอยู่คนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในพื้นที่สาธารณะก็ยังสามารถเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์กราดยิงในห้างสรรพสินค้า เหตุไฟฟ้าลัดวงจรในโรงงานจนเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ก่อให้เกิดความสูญเสีย และความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนคืนหรือประเมินค่าได้ จนทำให้หลายคนอาจมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้ และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่จริงๆ แล้ว หากมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี จะทำให้สามารถป้องกันภัยเหล่านี้ได้ก่อน หรือลดความเสียหายและสูญเสียลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัยและครอบคลุมได้ดีอย่างระบบ LIV-24 มาช่วยยกระดับความปลอดภัยในทุกๆ ด้าน พร้อมเชื่อมต่อกับระบบรักษาความปลอดภัยและจัดการระบบวิศวกรรมส่วนกลางได้ทุกรูปแบบเพื่อให้ทุกสถานที่มีความปลอดภัยและมั่นใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง   ข้อดีระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24  ดูแลความปลอดภัยแบบ 360 องศา ทั้งความปลอดภัยรอบโครงการและวิศวกรรมส่วนกลาง ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น AI CCTV ANALYTIC ที่ช่วยตรวจจับความเคลื่อนไหวและวิเคราะห์ความผิดปกติที่เกิดขึ้น, DIGITAL FENCE ระบบป้องกันแนวรั้ว ที่สามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวและมีการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์, REAL TIME GUARD TOUR ระบบตรวจสอบสถานะการตรวจตราของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และ SAFETY SYSTEM ระบบตรวจการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในโครงการให้พร้อมใช้งาน เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยดูแลความปลอดภัยได้อย่างครอบคลุม มาพร้อมกับ PROFESSIONAL AGENT ON DUTY เจ้าหน้าที่ LIV-24 ประจำศูนย์สั่งการ ทำงานตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง ช่วยเฝ้าระวังเหตุ วิเคราะห์ และรายงานผลหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว การทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์  เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันทุกข้อผิดพลาดได้อย่างทันท่วงที หลายโครงการอาจพบปัญหาในเรื่องของการขาดบุคลากรในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งระบบวิศวกรรมส่วนกลางนั้น จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลและตรวจเช็กจากผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ เพื่อซ่อมแซมในเชิงป้องกัน ก่อนจะเกิดภัยร้ายที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 มีเทคโนโลยี IoT Facility Management สามารถช่วยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับระบบน้ำและการบำบัดน้ำเสีย (Water Management), ระบบไฟฟ้า (Electricle Management), คุณภาพอากาศ (Air Quality Management) รวมถึงอุปกรณ์และเครื่องจักรต่างๆ และระบบดับเพลิงในอาคาร แล้ววิเคราะห์ด้วยระบบ AI หากเกิดความผิดปกติหรือถึงเวลาที่ต้องซ่อมแซมจะมีการแจ้งเตือน และรายงานผลอย่างชัดเจน เพื่อให้การวางแผนปรับปรุงแผนซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ปลอดภัยหายห่วงด้วย Visitor Management System  ไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครแอบแฝงตัวเข้ามาในละแวกที่อยู่อาศัยของเรา เพราะระบบ LIV-24 มีระบบควบคุมการเข้า-ออกโครงการ สำหรับผู้มาติดต่อ ตั้งแต่การลงทะเบียนล่วงหน้าก่อนเข้าโครงการ การบันทึกข้อมูลผู้เข้า-ออก ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถอัตโนมัติจากเทคโนโลยี LPR (License Plate Recognition)…

casibom